ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
เกิดร่วมกันซึ่งเรียกว่าการเกิดขึ้นขณะเดียวกัน เนื่องจากสหชาตปัจจัยมีลักษณะเกิดร่วมกัน
แต่กพฬีการหารที่ก่อให้เกิดรูปมีโอชาเป็นที่แปด ย่อมก่อให้เกิดรูปในฐิติขณะของตน มิได้
ก่อให้เกิดในอุปปาทขณะ อาหารดังกล่าว่อมไม่อุปถัมภ์เหมือนมหาภูตรูปที่เมื่ออุปถัมภ์รูป
ซึ่งเกิดร่วมกันก็ก่อให้เกิดร่วมกับตนเป็นสำคัญอุปถัมภ์อยู่ แต่อาหารย่อมอปถัมภ์สหชาตธรรม
และไม่เกิดร่วมกันโดยปราศจากหน้าที่ในการก่อให้เกิดร่วมกัน แม้รูปชีวิตินทรีย์ย่อมตาม
คุ้มครองรูปที่เกิดร่วมกันโดยปราศจากหน้าที่ในการทำให้เกิดขึ้น ดังนั้น ธรรมทั้งสองเหล่านี้
จึงไม่นับเข้าในสหชาตปัจจัย เพราะไม่มีลักษณะของสหชาตปัจจัย
บัดนี้ ท่านกล่าวว่า อารมุมณูปนิสสย ฯลฯ สโมธาน์ คจุฉนฺติ (ปัจจัยทั้งปวง
ย่อมถึงการรวมเข้าในอารัมมณปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย กรรมปัจจัย และอัตถิปัจจัย) เพื่อ
แสดงว่า ปัจจัย ๒๔ อย่างทั้งหมด เมื่อถูกรวมเข้าก็เป็นปัจจัย ๔ อย่าง
ในเรื่องนี้ วิธีรวมปัจจัยมีดังต่อไปนี้ คือ ในปัจจัย ๒๔ อย่าง ลำดับแรก อธิปติ-
ปัจจัยมี ๒ อย่างโดยจำแนกเป็นอารัมมณาธิปติปัจจัย และสหตาอธิปติปัจจัย
ในข้อนั้น อารัมมณาธิปติปัจจัยย่อมถึงการรวมเข้าในปัจจัย ๓ อย่าง [อารัมมณ-
ปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย และอัตถิปัจจัย] ยกเว้นกรรมปัจจัย เพราะอารัมมณปัจจัยย่อมไม่ถึง
การรวมเข้ากับกรรมปัจจัย อารมณ์ที่เป็นอธิปติปัจจัยย่อมไม่มีโดยแท้
ถามว่า : เหตุไฉนจึงกล่าวว่า “อารัมมณปัจจัยย่อมไม่ถึงการรวมเข้ากับกรรมปัจจัย
อารมณ์ที่เป็นอธิปติปัจจัยย่อมไม่มีโดยแท้” เพราะปฏิสนธิจิต ภวังคจิต และจุติจิตที่มีกรรม
เป็นอารมณ์มีอยู่มิใช่หรือ
ตอบว่า : ถูกต้องแล้ว พระฎีกาจารย์ตอบไว้ในคัมภีร์มูลฎีกาว่า
กมฺม่ ปน ตสฺมี กเต ปวตฺตมานานํ กฏปจิตภาเวน กมฺมปจุจโย โหติ. น
อารมฺมณกาเรน. วิสยมตฺตตาวเสน จ อารมฺมณปจุจโย โหติ. น สนฺตานวิเสสนํ กตฺวา
ผ ลุปปาทนสงขาเตน กมฺมปจจยาการเนน. ตสฺมา เต ปจุจยาการวิสภาคตตา สทฺ ฆฏนํ น
คจฺฉนฺตีติ วิสชุชิตํ.๕๔