ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ในข้อนั้น ปัจจัยสองอย่างแรกและปัจจัยสุดท้ายรวมเข้าในอัตถิปัจจัย ส่วนปัจจัย
ที่ ๓ รวมเข้าในอารัมมณปัจจัยและอัตถิปัจจัย ๒ อย่าง ถ้าปัจจัยนั้นถูกใส่ใจ ก็รวมเข้าใน
อุปนิสสยปัจจัย
ฝ่ายในปัจจัย ๑๗ อย่างอื่น ปัจจัย ๘ อย่างโดยจำแนกเป็นเหตุปัจจัย สหชาตปัจจัย
อัญมัญญปัจจัย วิปากปัจจัย มรรคปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย และอวิคตปัจจัย พร้อมทั้ง
ปัฉชาชาตปัจจัย รวมเข้าในอัตถิปัจจัย ปัจจัย ๕ อย่าง คืออนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย
อาเสวนปัจจัย นัตถิปัจจัย และวิคตปัจจัย รวมเข้าในอุปนิสสยปัจจัย
โดยประการดังนี้ ปัจจัย ๒๔ อย่างทั้งหมดเมื่อย่อมรวมธรรมที่มีลักษณะคล้ายกัน
ย่อมถึงการรวมเข้าในปัจจัย ๔ อย่างมีอารัมมณปัจจัยเป็นต้น
(๒๔๓) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวข้อความที่ขึ้นต้นว่า “ปัจจัยที่ไม่ถึงความเป็นอารมณ์
ของจิตและเจตสิกหามีไม่” โดยมุ่งหมายว่า “ปัจจัย ๒๔ ทั้งหมดย่อมรวมเข้าในปัจจัยหนึ่งๆ
ในปัจจัย ๔ อย่างนั้น” ข้อความทั้งหมดเป็นเพียงความเห็นของอาจารย์[เท่านั้น]
(๒๔๔) ข้อความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์นั้นว่า “ปัจจัยที่ไม่ถึงความเป็นอารมณ์ของจิต
และเจตสิกหามีไม่” ข้อความนั้นไม่สมควรก่อน เพราะในที่นี้มิได้ประสงค์การรวมเข้าเพียง
สภาวธรรม แต่หมายเอาการรวมเข้ากันโดยสภาพของปัจจัย เพราะสภาพของเหตุปัจจัย
เป็นต้นไม่ใช่สภาพของอารัมมณปัจจัยเป็นต้น ประโยคว่า “ปัจจัยที่ไม่เข้าถึงความเป็นที่
อาศัยของปัจจัยุปบันของตนๆ ย่อมไม่มี” นี้ ก็มีนัยเดียวกัน
พึงประกอบบทในประโยคหลังนี้[ในคัมภีร์นั้น]ว่าปัจจัยใดไม่เข้าถึงความเป็นที่อาศัย
ของปัจจัยุปบันของตนๆ ปัจจัยนั้นย่อมไม่มี
(๒๔๕) ข้อความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์นั้นว่า “ปัจจัยทั้งหมดย่อมไม่ล่วงสภาพของ
กรรม โดยยกชื่อของเหตุ[คือกรรม]ไว้ในผล[คือความเป็นไปของโลก] ทั้งนี้เพราะความเป็นไป
ของโลกมีกรรมเป็นเหตุ”