ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ตเทว ตตฺถ นตฺถิ ตตฺถโย. ปุริมรูปสฺสาปิ หิ ปจฺจยภาโว อตฺถิ ปุตฺตสฺส ปิติสทิสตา-ทสุสนโต.๘๘
“คำว่า อรูปภูมิมิใช่ฐานะของรูป หมายความว่า เมื่อรูปใดมีอยู่ จิตพึงก่อให้เกิดรูปอื่นได้ รูปนั้นย่อมไม่มีในอรูปภูมินั้น รูปที่เกิดขึ้นก่อนเป็นปัจจัยได้เหมือนภาวะที่บุตรคล้ายบิดา”
ด้วยคำว่า “เหมือนภาวะที่บุตรคล้ายบิดา” นี้ พระฎีกาจารย์แสดงข้อความว่า รูปนิยาม (ความแน่นอนของรูป) คือความเป็นพันธุ์พืชของต้นหญ้าต้นไม้ ไม่ใช่ส่งผลให้ต้นหญ้าต้นไม้อันเกิดจากพันธุ์พืชเจริญเติบโตอย่างไม่มีกำหนด แต่ให้รับเอาอาการอันเหมือนกับต้นหญ้าต้นไม้โดยประการทั้งปวงแล้วเจริญเติบโต ฉันใด รูปนิยามคือความเป็นกำเนิดของเหล่าสัตว์ผู้เกิดในครรภ์ ก็ส่งผลให้เหล่าสัตว์มีรูปร่างคล้ายคนในสกุลเดียวกัน และคล้ายมารดาบิดามากกว่า ฉันนั้น โดยประการดังนี้ แม้โยนิยาม (ความแน่นอนของกำเนิด) ก็มิได้เหมือนพืชนิยาม (ความแน่นอนของพันธุ์พืช) โยนิยามนั้นเป็นอานุภาพของรูปในขณะปฏิสนธิ
ขึ้นชื่อว่าโยนิยามนี้ คือกระแสรูปที่เกิดต่ออุตุอันมาจากมารดาบิดาในสรีระของบุตรในเวลาเป็นน้ำใส (กลละ) เป็นต้น ส่งผลให้กระแสรูปคล้ายสัณฐานของเหล่าสัตว์พวกเดียวกันและคล้ายสกุลญาติของตน อุปมาว่าอิตถีภาวรูปเป็นต้นย่อมกำหนดอิตถีลิงค์เป็นต้นของเหล่าสัตว์ และเมล็ดพันธุ์พืชย่อมกำหนดสีและสัณฐานเป็นต้นของต้นหญ้าต้นไม้ ฉันใด รูปือกำเนิดเป็นสภาพกำหนดเหล่าสัตว์โดยเนื่องด้วยชาติตระกูลต่างๆ ฉันนั้น
ด้วยถ้อยคำดังนี้ ข้าพเจ้า[พระฎีกาจารย์]แสดงว่า การเกิดขึ้นของรูปที่มีสมุฏฐาน ๓ ทั้งหมดยกเว้นจิตตชรูปในปวัตติกาล ไม่เนื่องกับจิตและเนื่องกับกระแสรูปที่เกิดขึ้นก่อน การเกิดขึ้นของรูปจึงมิได้ในฐิติขณะและภังคขณะของจิตในเวลาเข้านิโรธสมาบัติอันปราศจากจิต ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวคำที่ขึ้นต้นว่า สหชาตรูปปา ปเนตคุ (อนึ่ง ในปัฏฐานนัยนี้ บทว่า สหชาตรูป (รูปที่เกิดร่วมกัน) มี ๒ อย่างในปัจจัยทั้งปวง โดยจำแนกตามรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานในปวัตติกาล และโดยจำแนกตามกุฏตตารูปในปฏิสนธิกาล)