ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
๓๗. คำที่ขึ้นต้นว่า อิติ เป็นคาถาสรุป
ในคาถานั้น คำว่า สมุภว์ แปลว่า ตามสมควร
อีกนัยหนึ่ง มีปาฐะว่า สมุภวา แปลว่า อันเกิดขึ้น
คำว่า อชฺฌตฺตญฺจ แปลว่า ทั้งที่เป็นภายใน
คำว่า พหิทฺธา จ แปลว่า และภายนอก
คำว่า สงฺขตา แปลว่า ที่เป็นสังขตะ
คำว่า อสงฺขตา แปลว่า ที่เป็นอสังขตะ
พึงประกอบบทว่า โดยประการดังนี้ ธรรมทั้งหลายที่เป็นไปใน ๓ กาลได้ตาม
สมควร หรือที่พ้นแล้วจากกาล ทั้งที่เป็นภายในและภายนอก ทั้งที่เป็นสังขตะและอสังขตะ
ย่อมดำรงอยู่ ๓ อย่าง คือบัญญัติ นาม และรูป ชื่อว่า ปัจจัย ๒๔ ในคัมภีร์ปัฏฐานโดย
ประการทั้งปวง
เมื่อการที่ธรรมอันดำรงอยู่ ๓ อย่างเป็นไปใน ๓ กาลเป็นต้นมีอยู่ ปัจจัย ๒๔
อย่างจึงมีประเภทที่เป็นไปใน ๓ กาลเป็นต้นได้ตามสมควร ในข้อนั้น อารัมมณปัจจัย
อธิปติปัจจัย และอุปนิสสยปัจจัยเป็นไปใน ๓ กาลและพ้นแล้วจากกาล
(๒๔๗) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวว่า “อารัมมณปัจจัย อธิปติปัจจัย และอุปนิสสยปัจจัย
เป็นไปใน ๓ กาล” ข้อความนั้นไม่สมควร เพราะบัญญัติและพระนิพพานที่พ้นจากกาลก็
นับเข้าในปัจจัยเหล่านั้น
ในข้อนั้น เมื่อบุคคลกระทำความเพียรก่อนเพื่อได้รับทรัพย์ ข้าวเปลือก และ
สมบัติก็ดี ศิลปวิทยา การสดับ และการศึกษาก็ดี ศีล สมาธิ ปัญญาก็ดี อันเป็นสิ่งใหม่
ในภพนี้ หรือเพื่อได้รับสมบัติในภพ สมบัติในโภคทรัพย์ และสมบัติในมรรคผลก็ดีในภพอื่น
โปรดทราบว่าสมบัติเหล่านั้นที่เป็นอนาคตเป็นอุปนิสสยปัจจัย
ส่วนในคัมภีร์ปัฏฐาน พระพุทธองค์ตรัสสมบัติ[อนาคตเท่านั้น]ที่นับเข้าในภูมิอื่น
ด้วยพระดำรัสมีอาทิว่า