Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

จักขุประสาทกับจักขุวิญญาณทั้งสองอย่างมีปรากฏโดยปรมัตถ์ คำว่า จักขุวิญญาณ
(วิญญาณในจักขุประสาท) จึงได้ชื่อว่า วิชชมาเนนวิชชมานบัญญัติ (บัญญัติระคนเนื้อความ
ที่มีปรากฏกับเนื้อความที่มีปรากฏ)

พระราชากับพระโอรสทั้งสองไม่มีปรากฏ คำว่า ราชบุตร (บุตรของพระราชา)
จึงได้ชื่อว่า อวิชชมาเนนอวิชชมานบัญญัติ (บัญญัติระคนเนื้อความที่ไม่มีปรากฏกับเนื้อความ
ที่ไม่มีปรากฏ)

เมื่อท่านจะแสดงข้อความดังกล่าว จึงกล่าวคำที่ขึ้นต้นว่า อุภินุํ (ส่วนบัญญัติ
ที่เหลือ พึงทราบด้วยอำนาจการผสมบัญญัติทั้งสองเข้าด้วยกันตามลำดับ เช่น ฉฬภิญญะ
(บุคคลผู้ได้อภิญญาหก) [เป็นวิชชมาเนนอวิชชมานบัญญัติ] อิตถิสัททะ (เสียงของสตรี) [เป็น
อวิชชมาเนนวิชชมานบัญญัติ] จักขุวิญญาณ (วิญญาณในจักขุประสาท) [เป็นวิชชมาเนน-
วิชชมานบัญญัติ] ราชบุตร (บุตรของพระราชา) [เป็นอวิชชมาเนนอวิชชมานบัญญัติ])

อธิบายคาถาสรุป

๔๓. อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า “ขึ้นชื่อว่านามบัญญัติที่มีเสียงเป็นสภาวะ ซึ่งพ้น
จากศัพท์และเนื้อความของศัพท์ ย่อมไม่มี” ข้อความนั้นไม่สมควร เพราะนามบัญญัติเป็น
สิ่งปรากฏโดยเฉพาะด้วยการแสดงเนื้อความ ซึ่งอธิบายได้ว่า เสียงเข้าถึงความเป็นอักษรและ
บทพยัญชนะแล้วจึงแสดงเนื้อความได้ และเสียงที่เป็นสภาวปรมัตถ์ก็เกิดขึ้นในขณะหนึ่งๆ
แล้วพินาศดับสูญไป จึงไม่เข้าถึงความเป็นอักษรและบทพยัญชนะ[ที่เป็นบัญญัติ] ดังนั้น
นามบัญญัติที่มีเสียงเป็นสภาวะจึงมีได้

อนึ่ง ความมีอยู่แห่งนามบัญญัติย่อมประจักษ์ชัดในความเป็นไปของจิตที่มีอักษร
และบทพยัญชนะเป็นอารมณ์ในเวลาต่อมาเมื่อได้ยินเสียงพูดแล้ว และของจิตที่รู้ความหมาย
ในเวลาถัดจากการได้ยินแล้ว เมื่อท่านจะแสดงข้อความนี้ จึงกล่าวคาถา ๒ บท

ในคาถานั้น คำว่า วจีโฆสานุสาเรน (โดยคล้อยตามเสียงพูด) มีความหมายว่า
โดยคล้อยตามที่เรียกว่าการรับเอาเสียงพูดคือเสียงที่เปล่งออกมาเป็นอารมณ์

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka