ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
บุคคล กล่าวคือ ตามหลักภาษา คำว่า จริยา สำเร็จรูปมาจาก จร ธาตุ + ณา ปัจจัย ส่วน จริต สำเร็จรูปมาจาก จร ธาตุ + ต ปัจจัย บทกิทที่ลง ณุ ปัจจัย มักหมายถึงอาการที่เป็นภาวสาธนะ ต้องมีรูปเป็นอิตถลิงค์เท่านั้น จะเป็นปุงลิงค์หรืนปุงสกลิงค์ไม่ได้ เช่น ปพพชชา (การบวช), นิสชชา (การนั่ง), เสยยา (การนอน) ส่วน ต ปัจจัยที่ลงในภาวสาธนะและหมายเอากิริยาอาการ ต้องมีรูปเป็นนปุงสกลิงค์เท่านั้น เช่น คต์ (การไป) ฐิต์ (การยืน) ดังนั้น คำว่า ราคจริตา โทสจริตา เป็นต้น จึงไม่สมควรในที่นี้ เพราะเป็นรูปกัตตุสาธนะที่หมายถึงบุคคล ส่วนคำว่า ราคจริยา โทสจริยา เป็นต้น สอดคล้องกับกฎไวยากรณ์ดังกล่าว ดังนั้นคัมภีร์นี้จึงเห็นว่า รูปว่า จริยา ถูกหลักภาษา ส่วนรูปว่า จริตา ไม่ถูก]
(๒๕๐) ส่วนประเภทที่จริตคละกันซึ่งกล่าวไว้ในคัมภีร์วิภาวินีนั้น ไม่พึงประสงค์ในที่นี้ เพราะไม่มีกรรมฐานสองหรือสามอย่างที่ควรให้แก่บุคคลผู้มีจริตคละกัน ด้วยเหตุนี้ในคัมภีร์อรรถกถาจึงไม่กล่าวถึงประเภทนั้นไว้เป็นพิเศษ
๔. บริกรรมภาวนา คือ ภาวนาที่เป็นกามาวจรทั้งหมดอันเป็นไปก่อน[เกิด] อัปปนาสมาธิ
บริกรรมภาวนามี ๒ อย่าง คือ ภาวนาใกล้่อัปปนาสมาธิ และภาวนาไกล้อัปปนา-สมาธิ ภาวนาใกล้่อัปปนาสมาธิเรียกว่า อุปจารภาวนา เพราะเป็นไปตั้งอยู่ใกล้อัปปนา ส่วนภาวนาอื่นนอกจากนี้ชื่อว่า บริกรรมภาวนา โดยประการดังนี้ แม้ภาวนาทั้งสองจะเป็นบริกรรมภาวนา ก็กล่าวไว้ทั้งสองชื่อในคัมภีร์อรรถกถาทั้งหลายเพื่อให้ปรากฏความต่างกันของภาวนาที่เกิดก่อนและเกิดภายหลัง ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปริกมฺมภาวนา ฯเปฯ ติสุโส ภาวนา (ภาวนามี ๓ คือ บริกรรมภาวนา อุปจารภาวนา และอัปปนาภาวนา)
ความต่างกันของภาวนาทั้งสามจักปรากฏต่อไป
๕. คำว่า ปริกมฺมนิมิตฺตํ (อารมณ์ของบริกรรมภาวนา) คือ อารมณ์มีวงกสิณเป็นต้น ซึ่งเป็นอารมณ์ของบริกรรมภาวนา