ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
อุเบกขา คือ สภาวะเห็นอย่างเหมาะสมด้วยการละความขวนขวาย ๓ อย่างคือ
การนำประโยชน์ การกำจัดทุกข์ หรือความพลอยยินดีประโยชน์ของสัตว์อื่นแล้วระลึก
ว่าเหล่าสัตว์มีกรรมเป็นสมบัติของตน หมายถึง ตัตรมชัชตตตาเจตสิกที่เป็นไปอย่างนั้น
อัปปมัญญา คือ อารมณ์ที่เป็นไปในเหล่าสัตว์ไม่มีประมาณ เพราะขอบเขตแห่ง
อารมณ์ของอัปปมัญญาย่อมไม่มีอย่างนี้ว่า อัปปมัญญาปพึงแผ่แก่เหล่าสัตว์จำนวนเท่านี้ ไม่พึง
แผ่แก่เหล่าสัตว์อื่นจากนั้น อย่างไรก็ดี ผู้เริ่มปฏิบัติพึงกระทำภาวนาจิตตนในบุคคลหนึ่ง
[คือตนเอง]ก่อนให้ได้รับอาสวนปัจจัยและมีกำลังพิเศษแล้ว จึงกระทำการระคนขอบเขต
[คือแผ่เมตตาให้บุคคลอื่น] โดยเจริญด้วยนัยว่า แผ่เมตตาในบุคคลสองคน สามคน เป็นต้น
[ผู้ที่เคารพรัก คนวางเฉย และศัตรู] พร้อมทั้งแผ่เมตตาโดยจำกัดบุคคล [เช่น สพฺพา อิตถิโย
(สตรีทั้งหมด) สพฺเพ ปุริสา (บุรุษทั้งหมด)] แผ่เมตตาโดยไม่จำกัดบุคคล [เช่น สพฺเพ สตฺตา
(สัตว์ทั้งหมด) สพฺเพ ปาณา (สัตว์มีปราณทั้งหมด) สพฺเพ ภูตา (สัตว์ผู้เกิดแล้วทั้งหมด)]
และแผ่เมตตาตามทิศ [เช่น ปุรตฺถิมาย ทิสาย สพฺเพ สตฺตา อเวรา โหนฺตุ (สัตว์ทั้งหมด
ในทิศตะวันออก จงอย่ามีเวรกันเลย)]
วิธีเจริญเมตตาที่ตรัสไว้ในคัมภีร์วิภังค์ด้วยพระดำรัสว่า
เมตฺตาสหคเตน เจตสา เอกิ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ.๑
“มีจิตประกอบด้วยเมตตาอยู่ แผ่ไปสู่ทิศหนึ่ง”
และที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคด้วยคำว่า
สพฺเพ สตฺตา อเวรา โหนฺตุ.๒
“สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงอย่ามีเวรกันเลย”
วิธีดังกล่าวตรัสไว้โดยเนื่องด้วยผู้บรรลุความชำซองในเมตตาฌานแล้ว
อัปปมัญญาเหล่านี้เป็นปักข์โดยตรงต่อกิเลสที่เป็นไปในฝ่ายแห่งโทสะเป็น
พิเศษ[กว่าโลภะและโมหะ] บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยอัปปมัญญาจึงได้ชื่อว่า พรหม เพราะเหมือน
พรหมโดยความเป็นผู้มีใจสงบเย็นเป็นนิตย์