Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

อธิบายการจำแนกสัปปายะ

๑๓. ท่านกล่าวว่า ทส อสฺภา ฯเปฯ ราคจริตสฺส สปปายา (อสุกกรรมฐาน ๑๐ และการภาวนากำหนดส่วนต่างๆ [ของร่างกาย] ที่เรียกว่า กายคตาสติ เป็นสัปปายะแก่บุคคลผู้มีราคจริต) ดังปรากฏพระพุทธวจนะว่า

อสุกสญฺญา ภาเวตพฺพา ราคสฺส ปหาเนยฺย.๓
“พึงเจริญอสุกสัญญา เพื่อละราคะ”

ในประโยคนั้น ราคจริต คือ ผู้เป็นไปเสมอด้วยราคะ บุคคลผู้มีราคจริตย่อมเกิดโทสะบ้าง เกิดโมหะบ้าง หรือเกิดธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งในศรัทธาเป็นต้นบ้าง แต่เขามีราคะปรากฏชัดจึงถึงการนับว่าเป็นผู้มีราคจริตด้วยราคะที่ปรากฏชัด

คำอื่นก็มีนัยเดียวกัน

๑๔. ท่านกล่าวว่า จตสฺโส อปปมญฺญาโย ฯเปฯ โทสจริตสฺส (อัปปมัญญา ๔ และกสิณ ๔ มีนีลกสิณเป็นต้น เป็นสัปปายะแก่บุคคลผู้มีโทสจริต) เพราะมีพระพุทธวจนะที่ตรัสว่าพรหมวิหาร ๓ มีเมตตาเป็นต้นเป็นเครื่องกำจัดความปองร้าย ความเบียดเบียน และความริษยาตามลำดับ และวัณณกสิณ (กสิณสี) อันบริสุทธิ์ไม่ใช่ที่ตั้งแห่งโทสะ ดังปรากฏพระพุทธวจนะเป็นต้นว่า

เมตฺตา ภาเวตพฺพา พยาปาทสฺส ปหาเนยฺย.๔
“พึงเจริญเมตตา เพื่อละความปองร้าย”

การจำแนกจริตนี้ย่อมมีแก่ผู้เริ่มปฏิบัติเท่านั้นเพราะอุเบกขาไม่เกิดแก่ผู้เริ่มปฏิบัติ ดังคำที่พระอนุรุทธอาจารย์จักกล่าวว่า “อุเปกฺขา ปญฺจมชฌานิกา.”๕ (อุเบกขาก่อให้เกิดฌานที่ ๕) ด้วยเหตุนี้ อารมณ์ ๓ อย่างแรกเป็นสัปปายะแก่บุคคลใด อุเบกขาที่คล้อยตามอารมณ์เหล่านั้น ก็เป็นสัปปายะแก่บุคคลนั้น ท่านจึงกล่าวว่า จตสฺโส อปปมญฺญาโย (อัปปมัญญา ๔) มิฉะนั้นแล้ว ท่านก็ควรกล่าวว่า อุเบกขาเป็นสัปปายะแก่ราคจริต

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka