ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ดังพระพุทธวจนะว่า
นิสสรณเฆหต์ ราคสุส. ยทิทํ อุเปกขา เจโตวิมุตฺติ.
“เจโตวิมุตติคืออุเบกขานี้ เป็นที่หลุดพ้นแห่งราคา”
คำว่า นีลาทีนิ จ จตฺตาริ กสิณานิ (กสิณ ๔ มีนีลกสิณเป็นต้น) นี้ หมายเอาวงกสิณมีสีเขียวเป็นต้นที่น่าพอใจ ส่วนกสิณเหล่านั้นที่ไม่น่าพอใจย่อมเป็นสัปปายะแก่บุคคลผู้มีราคจริตอย่างเดียว
๑๕. ท่านกล่าวว่า อานาปานํ วิตกุกจริตสฺส (อานาปานสติเป็นสัปปายะแก่บุคคลผู้มีวิตกจริต) เพราะมีพระพุทธวจนะว่า
อานาปานสติ ภาเวตพฺพา วิตกุกปุจเฉทาย.
“พึงเจริญอานาปานสติ เพื่อละวิตก”
บุคคลผู้มีโมหจริตมักหลงลืมอยู่เสมอ และมีจิตซัดส่าย ส่วนอานาปานะเมื่อเป็นไปอยู่เสมอ ย่อมเป็นไปเหมือนก่อให้เกิดสติแก่เขา ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า โมหจริตสฺส สปุปาย์ (อานาปานสติเป็นสัปปายะแก่บุคคลผู้มีโมหจริต)
(๒๕๑) ในคัมภีร์วิภาวินีกล่าวเหตุว่า “เพราะเป็นปฏิปักษ์แก่โมหะเนื่องเป็นอารมณ์ของความรู้” ข้อความนั้นไม่สมควร เพราะหากเป็นตามนี้พระอนุรุทธอาจารย์ก็ควรกล่าวอานาปานสติไว้ร่วมกับบุคคลผู้มีพุทธจริต
๑๖. แม้พระพุทธคุณเป็นต้นจะเป็นวิสัยของปัญญาโดยแท้ แต่คุณเหล่านั้นย่อมเพิ่มพูนศรัทธาเป็นพิเศษ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พุทธานุสสติอาทโย ฯเปฯ สทฺธาจริตสฺส (อนุสสติ ๖ มีพุทธานุสสติเป็นต้นเป็นสัปปายะแก่บุคคลผู้มีศรัทธาจริต)
๑๗. ความตายเป็นต้นที่ละเอียดสุขุมยิ่งโดยปรมัตถ์ เป็นวิสัยของผู้มีปัญญามาก ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มรณ ฯเปฯ พุทธิจริตสฺส (มรณานุสสติ อุปสมานุสสติ [อาหาเรปฏิกูล] สัญญา และการกำหนดรู้ธาตุ ๔ เป็นสัปปายะแก่บุคคลผู้มีพุทธจริต)