Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

๑๘.. คำว่า เสสานิ ปน สพฺพานิปิ (ส่วนกรรมฐานอื่นทั้งหมด) คือ กรรมฐาน ๑๐

อันได้แก่ภูตกสิณ ๔ อาโลกกสิณและอากาศกสิณ ๒ อรูปฌาน ๔

คำว่า ตตฺถาปิ (แม้ในบรรดากรรมฐานดังกล่าวนั้น) คือ แม้ในบรรดากรรมฐาน

อื่น ๑๐ อย่างนั้น

กสิณกรรมฐานวงใหญ่ที่มีขนาดเท่าวลานนวดข้าวเป็นต้น เป็นสัปปายะแก่บุคคล

ผู้มีโมหจริต เพราะจิตย่อมถึงความสับสนยิ่งในที่คับแคบ แต่กสิณกรรมฐานวงเล็กที่มีขนาด

หนึ่งคืบสี่นิ้ว เป็นสัปปายะแก่บุคคลผู้มีวิตกจริต เพราะกสิณวงใหญ่เป็นเหตุของการเที่ยว

ตรึกนึกคิด

ในประโยคนั้น เอว (นั่นเทียว) ศัพท์ในคำว่า วิตกจริตสฺเสว นี้ ย่อมประกอบใน

คำว่า ขุทฺทก์ (กสิณกรรมฐานวงเล็ก) หมายความว่า กสิณกรรมฐานวงเล็กเป็นสัปปายะแก่

บุคคลผู้มีวิตกจริต หาใช่กสิณวงใหญ่ไม่

ในคัมภีร์อรรถกถากล่าวว่า

สพฺพญเจตำ อุชุปิจจนิกวเสน เจจ อติสปปายตาย จ วุตฺต์. ราคาทีนํ ปน

อวิกขุมภิกา สทฺธาทีญจ อนุปการิกา กุสลภาวนา นาม นตฺถิ.์

“คำทั้งหมดนี้กล่าวไว้เพราะความตรงข้ามกันโดยตรงและเป็นสัปปายะยิ่งนัก แต่

กุศลภาวนาที่ไม่ข่มราคะเป็นต้นและไม่เกื้อกูลแก่ศรัทธาเป็นต้นย่อมไม่มี”

อธิบายการจำแนกภาวนา

๑๙. คำว่า สพฺพตฺถาปิ คือ ในกรรมฐาน ๔๐ ทั้งหมด

คำว่า ปริกมุมภาวนา ลพุภเตว (บริกรรมภาวนาย่อมปรากฏ) มีความหมายว่า

บริกรรมภาวนาย่อมปรากฏ เพราะกรรมฐานแม้อย่างหนึ่งย่อมไม่สำเร็จโดยปราศจากการ

บริกรรม

ถามว่า : เหตุใดพระอนุรุทธอาจารย์จึงกล่าวว่า ทสสุ กภุมฏฐานสุ อุปจาร-

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka