Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ภาวนาว สมปชชติ, นตฺถิ อปุปนา (อุปจารภาวนาเท่านั้นย่อมปรากฏในกรรมฐาน ๑๐ แต่
อัปปนาภาวนาไม่ปรากฏ)

ตอบว่า : เพราะในคัมภีร์อรรถกถากล่าวว่า

พุทธธมฺมสมฺสีลจาคเทตาวุปสมคุณานํ ตาว คมฺภีรตาย นานาปปการคุณานุส-
สรณาธิมุตฺตตาย วา.๙

“อุปจารภาวนาย่อมปรากฏในกรรมฐาน ๑๐ เนื่องจากคุณของพระพุทธเจ้า พระ-
ธรรม พระสงฆ์ ศิล การบริจาค เทวดา และความสงบ เป็นสภาพละเอียดสุขุม และ
เพราะจิตน้อมไปในการระลึกถึงคุณอันมีประการต่างๆ”

ในพากย์นั้น คำว่า “เนื่องจากคุณเป็นสภาพละเอียดสุขุม” นี้ แสดงว่าสมาธิที่มี
หมู่คุณเป็นอารมณ์ย่อมไม่อาจจะบรรลุอัปปนาในอารมณ์นั้นแล้วตั้งอยู่โดยความไม่หวั่นไหว
เพราะหมู่คุณหนึ่งๆ ก็เป็นภาวะละเอียดลึกซึ้ง เปรียบดั่งกระต่ายน้อยยืนอยู่ไม่ได้ในมหาสมุทร

คำว่า “เพราะจิตน้อมไปในการระลึกถึงคุณอันมีประการต่างๆ” นี้ แสดงว่าบุคคล
ย่อมไม่อาจรั้งจิตของตนได้ว่า เราจักบรรลุอัปปนาในหมู่คุณเพียงเท่านี้ เพราะคุณเหล่านั้น
มีสภาวะที่บุคคลไม่พอเพียง[ที่จะรับรู้จนหมดสิ้น]

ส่วนในมรณานุสสติ อาหาเรปฏิกูลสัญญา และการกำหนดรู้ธาตุทั้ง ๔ อื่น ลำดับ
แรก ความตายเป็นสภาวธรรมและมีสภาพที่บุคคลพึงสังเวชจึงไม่ใช่ที่ตั้งของอัปปนา ส่วน
กรรมฐานสองอย่างอื่นก็เป็นสิ่งละเอียดสุขุมเนื่องเป็นสภาวะ จึงไม่ใช่ที่ตั้งของอัปปนา

ถามว่า : เหตุใดโลกุตตรฌานจึงบรรลุอัปปนาในสภาวธรรมคือนิพพานที่ละเอียด
สุขุมยิ่ง และอรูปฌานที่ ๒ กับที่ ๔ ก็บรรลุอัปปนาในสภาวธรรมคืออรูปฌานที่ ๑ กับที่ ๓

ตอบว่า : ลำดับแรก โลกุตตรฌานสามารถดำรงอยู่ในสภาวธรรมคือนิพพานที่
ละเอียดสุขุมยิ่ง ด้วยกำลังของวิสุทธิและภาวนาที่มีกำลังมากขึ้นตามลำดับตั้งแต่ทิฏฐิวิสุทธิ
และสัมมสนญาณเป็นต้นมา ส่วนอรูปฌานก็เป็นฌานเจริญสืบต่อจากปัญจมฌานสมาธิที่
บรรลุอัปปนา จึงดำรงอยู่โดยความเป็นอัปปนาในอารมณ์ที่เป็นสภาวธรรมได้ ด้วยการ
ล่วงพ้นอารมณ์

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka