ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
๒๐. คำว่า ตตฺถาปิ คือ ในกรรมฐานที่ก่อให้เกิดอัปปนา ๓๐ ถ้วนเหล่านั้น
๒๑. คำว่า ปญฺจกชฺฌานิกะ คือ ก่อให้เกิดฌานทั้ง ๕ กล่าวคือ สมควรแก่ความ
เป็นอารมณ์ของฌานทั้ง ๕
๒๒. อารมณ์ที่เป็นปฏิกูลเป็นสิ่งเศร้าหมองไม่น่าพึงใจยิ่ง มีกำลังน้อยในการทำจิต
ให้ยินดี อารมณ์ดังกล่าวจึงยังจิตให้ยินดีในตนไม่ได้ จิตจึงมีอารมณ์เดียวตั้งอยู่ในอารมณ์
นั้นโดยปราศจากวิตกไม่ได้ ต้องตั้งอยู่ด้วยกำลังของวิตกอย่างเดียว ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
ทส อสุภา ฯเปฯ ปฐมชฺฌานิกา (อสุภะ ๑๐ และกายคตาสติก่อให้เกิดเพียงปฐมฌาน)
ถามว่า : ฌานที่ประกอบกับโสมนัสมีอยู่ในอารมณ์เหล่านั้นได้อย่างไร
ตอบว่า : ฌานที่ประกอบกับโสมนัสมีอยู่ด้วยกำลังแห่งการกำจัดความเร่าร้อนคือ
นิวรณ์ และด้วยกำลังของญาณที่รู้เห็นอานิสงส์นั้นๆ ข้อนี้พึงทราบว่าเหมือนการถ่ายท้องของ
ผู้ป่วยที่ถูกโรคและทุกข์บีบคั้นแล้ว และเหมือนการเห็นกองคูกของคนเทคูกผู้เห็นประโยชน์
ว่าเราจะได้รับค่าจ้างในกาลนี้
๒๓. พรหมวิหาร ๓ มีเมตตาเป็นต้นเป็นเครื่องกำจัดความปองร้าย ความเบียด-
เบียน และความริษยาที่เกิดจากโทมนัส พรหมวิหารเหล่านั้นจึงไม่บรรลุอัปปนาโดยปราศจาก
โสมนัสในกาลใดๆ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เมตฺตาทโย ตโย จตุกกชฺฌานิกา (อัปปมัญญา ๓
มีเมตตาเป็นต้นก่อให้เกิดฌานทั้ง ๔)
๒๔. ส่วนอุเบกขาไม่บรรลุอัปปนาโดยปราศจากอุเบกขาเวทนาในกาลใดๆ เพราะ
พึงให้เกิดขึ้นตั้งอยู่ในฝ่ายวางเฉยในเหล่าสัตว์โดยสิ้นเชิง ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อุเปกฺขา
ปญฺจมชฺฌานิกา (อุเบกขาก่อให้เกิดฌานที่ ๕)
คำว่า จตฺตาโร ปน อารุปฺปา (อารุปปกรรมฐาน ๔) คือ อารมณ์ของอรูปฌาน ๔
มีกสิณุคฆาติมากาส เป็นต้น