ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
๒๖. การบริกรรมย่อมไม่เกิดขึ้นโดยปราศจากอารมณ์ ความปรากฏชัดของอารมณ์ย่อมไม่มีโดยปราศจากอุคคหะคือการรับเอาอารมณ์ที่ชัดเจนดี และเมื่อไม่มีความปรากฏชัดของอารมณ์ อุจปรมาณก็เกิดขึ้นไม่ได้ จึงมิควรจะกล่าวถึงอัปปนามาณ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปริกมุมนิมิตฺตํ ฯลฯ ลพฺภนฺเตว (บริกรรมนิมิต และอุคคหนิมิต ย่อมปรากฏในกรรมฐานทั้งปวงโดยปริยายตามสมควร)
คำว่า สพฺพตฺถปิ คือ ในกรรมฐาน ๔๐ ทั้งปวง
คำว่า ยถารห์ (ตามสมควร) มีความหมายว่า ตามสมควรแก่กรรมฐานนั้นๆ
คำว่า ปริยาเยน (โดยปริยาย) นี้ กล่าวไว้เพราะอารมณ์บางอย่าง [เช่น พระพุทธคุณ เป็นต้น] ไม่ปรากฏชัดเหมือนเห็นด้วยจักษุ
๒๗. อุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิย่อมเป็นไปในบัญญัติอารมณ์ใดที่มีรูปร่างสัณฐาน เหมือนวงกสิณเป็นต้นเช่นนั้นหลังจากที่รับเอาสภาวธรรมไว้ก่อนแล้ว ปฏิภาคกิมิตย่อมปรากฏในอารมณ์นั้นนั่นเอง ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปฏิภาคนิมิตฺตํ ปน (ส่วนปฏิภาค-นิมิตย่อมปรากฏในกสิณ อสุภะ โกฏฐาสะ และอานาปานสติ) เป็นต้น
พระอนุรุทธาจารย์เมื่อจะกล่าวซ้ำข้อความที่ท่านกล่าวมาแล้ว จึงกล่าวคำที่ขึ้นต้นว่า ตตฺถ หิ (ที่จริงแล้ว อุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิย่อมปรากฏในกรรมฐานเหล่านั้น โดยมีปฏิภาคนิมิตเป็นอารมณ์)
พระอนุรุทธาจารย์แสดงถึงความฉลาดในการศึกษาวิธีเจริญสมถะก่อนดังนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงวิธีเจริญภาวนาตั้งแต่เบื้องต้น จึงกล่าวคำว่า กถํ (อุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิเกิดขึ้นได้อย่างไร) เป็นต้น
๒๘. คำว่า นิมิตฺตํ อุคคณฺหนตุสฺส (เมื่อผู้เริ่มปฏิบัติถือเอานิมิตในวงปฐวีกสิณเป็นต้น) มีความหมายว่า เมื่อผู้เริ่มปฏิบัติถือเอาคือตามรู้ลักษณะของอารมณ์ตามที่ตั้งอยู่โดยกระทำให้ชัดเจนยิ่งๆ ขึ้นไปในจิต