ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
คำว่า สา จ ภาวนา (ภาวนานั้นก็ชื่อว่า บริกรรมภาวนา) มีความหมายว่า ภาวนา
แห่งจิตคือชนวนวิถีต่อๆ กันมาที่ดำเนินไปโดยอาการถือเอานิมิตนั้น ชื่อว่า บริกรรมภาวนา
เพราะตั้งอยู่ในลักษณะเจริญขึ้นด้วยการกระทำบ่อยๆ
[คำว่า ปริกมุม (บริกรรม) มีความหมายตามศัพท์ว่า “กระทำโดยรอบ” มีรูปวิเคราะห์ว่า
ปริโต สมฺนตโต กรณํ ปริกมุม (การกระทำโดยรอบ ชื่อว่า บริกรรม)]
๒๙. ท่านกล่าวว่า บริกรรมนิมิตนั้นถูกจิตรับเอาไว้แล้ว และกล่าวว่า จกฺขุนฺ
ปสฺสนฺตสฺเสว มโนทวารสฺส อาปาถมาคตํ (มาสู่คลองแห่งมโนทวารเหมือนเห็นด้วยตาเปล่า)
เพื่อแสดงอาการที่บริกรรมนิมิตนั้นถูกจิตรับเอาไว้ดีแล้ว
ในประโยคนั้น คำว่า มโนทวารสฺส อาปาถมาคตํ (มาสู่คลองแห่งมโนทวาร) มี
ความหมายว่า เมื่อบุคคลลืมตาหรือยืนในสถานที่อื่น ใคร่ครวญนิมิตอยู่ บริกรรมนิมิตย่อม
ปรากฏในมโนทวารเหมือนอารมณ์ที่เห็นด้วยตาเปล่า เพราะอุคคหนิมิตเป็นสภาพที่จิตรับ
เอาไว้ดีคือกระทำไม่ให้เสื่อมหายไป
คำว่า สา จ ภาวนา สมาธิยติ (การภาวนานั้น ย่อมตั้งมั่น) มีความหมายว่า
การภาวนานั้นย่อมไม่ถึงความเป็นภาวนาอย่างอื่น[จากอัปปนา]ก่อน
๓๐. คำว่า ตถาสมาหิตสฺส (เมื่อผู้ปฏิบัตินั้นมีจิตตั้งมั่นเช่นนั้นแล้ว) มีความหมาย
ว่า เมื่อผู้ปฏิบัตินั้นที่มีจิตตั้งมั่นแล้วด้วยบริกรรมสมาธิอันแก่กล้า
คำว่า ตโต ปรํ แปลว่า ต่อแต่การเกิดขึ้นของอุคคหนิมิต
พึงสัมพันธ์[บทที่ห่างกัน]ว่า เมื่อผู้ปฏิบัติเพียรประกอบภาวนาอยู่เสมอ อารมณ์
ตั้งมั่นอยู่ในจิต
ในประโยคนั้น คำว่า อนุยุญชุนฺตสฺส แปลว่า เพียรเจริญภาวนาเสมอ
คำว่า ตปฺปฏิภาคํ (ที่คล้ายคลึงกับอุคคหนิมิตนั้น) มีความหมายว่า ที่คล้ายคลึง
กับอุคคหนิมิตที่เป็นสภาวธรรมนั้น
คำว่า วตฺถุธมฺมวิมุจจิตํ (พ้นแล้วจากความเป็นสภาวธรรม) มีความหมายว่า