ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
พ้นแล้วจากอุคคหนิมิตที่เป็นสภาวธรรม ปรากฏชัดดั่งดวงจันทร์ที่ลอยพ้นจากกลีบเมฆ หรือปากราหู ดังนั้น จึงเป็นอารมณ์ที่เรียกว่า บัญญัติ คือเรียกว่า นิมิตตบัญญัติ (บัญญัติอาศัยนิมิต)
คำว่า ภาวนามย (สำเร็จแต่การภาวนา) มีความหมายว่า ปรากฏแล้วด้วยกำลังแห่งภาวนาจิตอย่างเดียว
คำว่า อาลมพณ์ (อารมณ์) คือ อารมณ์ที่เป็นนิมิตซึ่งถูกจิตรับเอาไว้ดีแล้ว
คำว่า จิตฺเต สนุนิสินฺทํ สมปฺปิตํ โหติ (ตั้งมั่นและแน่วแน่อยู่ในจิต) มีความหมายว่า ตั้งมั่น คือตั้งอยู่โดยความไม่หวั่นไหวในกระแสจิตที่เกิดขึ้นทางมโนทวาร และแน่วแน่คือเหมือนถูกใส่เข้าไว้เป็นอย่างดีในกระแสจิต
คำว่า ตํ คือ นิมิตอารมณ์นั้น พึงสัมพันธ์กับคำว่า ปวุจฺจติ (กล่าว)
๓๑. ความปรากฏของนิมิตอารมณ์นั้นโดยความบริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนดวงจันทร์ เป็นต้น ย่อมมีด้วยอำนาจของจิตที่บรรลุความบริสุทธิ์ผุดผ่องเกิดเป็นแสงสว่างแล้วโดยข่มมลทินคือกิเลส มิใช่มีด้วยอำนาจของอารมณ์ เพราะคุณลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งเช่นนั้น ย่อมไม่ปรากฏในธรรมที่เป็นบัญญัติ เมื่อปฏิภาคนิมิตเกิดขึ้นแล้ว การข่มธรรมที่ขัดขวางคือนิวรณ์ก็เป็นอันสำเร็จได้ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวคำที่ขึ้นต้นว่า ตโต ปฏฺฐาย (นับแต่นั้นอุปจารภาวนาที่เรียกว่า กามาวจรสมาธิ อันปราศจากนิวรณ์ ชื่อว่าได้สำเร็จแล้ว)
คำว่า ปฏฺพันธะ คือ ธรรมที่ห้าม กล่าวคือทำจิตที่มีในฝ่ายหลุดพ้นให้ตกต่ำหมายถึง นิวรณ์ธรรม
คำว่า ปฏฺพันธวิปปหีนะ คือ ภาวนาที่กำจัดนิวรณ์
๓๒. คำว่า สมาเสวนตุสฺส แปลว่า เสพคุ้นดีอยู่ หมายความว่า ให้สำเร็จวิธีรักษานิมิต ๗ อย่าง รักษาไว้ดีเหมือนดั่งรักษาครรภ์ผู้ที่จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เสพคุ้นด้วยการภาวนาอยู่เสมอ สมจริงดังสารกว่า
อาวาโส โคจโร ภสฺส์ ปุคุคโล โภชน์ อุตฺติ
อิริยาปโถติ สตฺเตเต อสปฺปาเย วิวชฺชเย.