ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
สปปาเย สตฺต เสเวถ
นจิเรเนว กาเลน
เอวญฺหิ ปฏิปชฺชโต
โหติ กสสจิ อุปปนา.
“บุคคลพึงหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่เป็นสัปปายะ ๗ อย่างนั้นคือ ที่อยู่
ที่บิณฑบาต การสนทนา บุคคล อาหาร ฤดูกาล และอิริยาบท
พึงเสพสัปปายะ ๗ อย่าง เมื่อปฏิบัติอยู่เช่นนี้ อัปปนาย่อมเกิด
แก่บุคคลใดก็ตามในกาลไม่นาน”
คำว่า รุปาวจรปฐมฌานมปเปติ (รุปาวจรปฐมฌานย่อมเป็นไปเหมือนเข้าไปใน
นิมิต) มีความหมายว่า ปฐมฌานคือรุปาวจรที่ล่วงความเป็นอารมณ์ของกามตัณหาแล้วบรรลุ
ความละเอียดสุขุมยิ่งนัก กอปด้วยองค์ฌานซึ่งหนักแน่นกว่าอุปปารฌานนับร้อยเท่า พันเท่า
ย่อมเป็นไปเหมือนเข้าไปในนิมิต
๓๓. พึงสัมพันธ์[บทที่ห่างกัน]ว่า เมื่อกระทำปฐมฌานนั้นให้ชำนาญ
ในบรรดาความชำนาญ ๕ อย่าง ผู้ปฏิบัติออกจากปฐมฌานแล้วพิจารณาวิตกก่อน
จึงพิจารณาวิจาร ปีติ สุข และสมาธิ ตามลำดับ ต่อจากนั้นเมื่อพิจารณาองค์ฌานบ่อยๆ
เช่นนี้ โดยพิจารณาวิตก และพิจารณาวิจารต่อมา เป็นต้น ในขณะเกิดวาระจิตที่มีอารมณ์คือ
องค์ฌานนั้นๆ มีภวังคจิตเล็กน้อยคั่นอยู่ในระหว่าง ดำเนินไปเหมือนไม่มีระหว่าง ก็ชื่อว่า
เป็นผู้ชำนาญในการพิจารณาใคร่ครวญ
พระสัพพัญญูทั้งหลายเป็นผู้บรรลุที่สุดของสภีวะเหล่านั้น เพราะเมื่อพระองค์
ทรงประสงค์ความเป็นไปอย่างรวดเร็วในเวลาแสดงยมกปาฏิหาริย์เป็นต้น วาระจิตที่มีอารมณ์
คือองค์ฌานนั้นๆ ย่อมเป็นไปโดยมีชวนจิต ๔ หรือ ๕ ขณะเท่านั้น ภวังคจิตในระหว่าง
ก็มี ๒ ขณะคือภวังคจลนะที่เป็นจิตใกล้วาระท้ายซึ่งองค์ฌานอื่นมาปรากฏ เพราะเมื่ออารมณ์
ยังไม่มาปรากฏภวังคจิตย่อมไม่ไหว และการเกิดขึ้นของอาวัชชนจิตโดยปราศจากการไหว
ของภวังคจิตย่อมจะมีไม่ได้ ในอรรถกถาของปฏิสัมภิทามรรคกล่าวว่า
จเปตฺวา สพฺพญฺญุพุทฺเธ อญฺเญสํ วสิภาวปตฺตานมปิ อนนุตฺตรา ภวุคควเร คณนา
นาม นตฺถิ.”