ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ตัณหาซึ่งมีวัตถุกามและภพนั้นเป็นที่ตั้งโดยใช้ชื่อว่า กามะและภวะ ทั้งตรัสเรียกทิฏฐิที่เป็นไปอย่างนั้นว่า สีลัพพตปรามาส อิทังสัจจาภินิเวสะ และอัตตวาทุปาทาน
[คำว่า กามะ ในหมวดกามาสวะเป็นต้น หมายถึงกามตัณหา ส่วนคำว่า ภวะ ในหมวดภวาสวะเป็นต้น หมายถึงภวตัณหา แต่โดยรูปวิเคราะห์ (คำจำกัดความ) ที่กล่าวไว้โดยตรง คำว่า กามะ หมายถึง วัตถุกาม ซึ่งเป็นที่ตั้งของกามตัณหา ส่วนคำว่า ภวะ หมายถึง ภพภูมิคือรูปภูมิกับอรูปภูมิ ซึ่งเป็นที่ตั้งของภวตัณหา]
๑๔. ธรรมทั้งหลายคือ อาสวะ โอฆะ โยคะ และเครื่องร้อยรัด ตามองค์ธรรมแล้วมี ๓ อุปาทานมี ๒ นิวรณ์มี ๘ อนุสัยมี ๗ สังโยชน์มี ๙ กิเลสมี ๑๐ เรากล่าวการประมวลอกุศลว่ามี ๙
๑๕. ในหมวดธรรมผสม เหตุมี ๖ คือ โลภเหตุ โทสเหตุ โมหเหตุ อโลภเหตุ อโทสเหตุ และอโมหเหตุ
๑๖. องค์แห่งการเพ่งมี ๗ คือ วิตก วิจาร ปีติ เอกัคคตา โสมนัส โทมนัส และอุเบกขา
๑๗. องค์แห่งมรรคมี ๑๒ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวายามะ และมิจฉาสมาธิ
[องค์แห่งมรรคในที่นี้หมายถึงทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งฝ่ายกุศลและฝ่ายอกุศล]
๑๘. อินทรีย์มี ๒๒ คือ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ มนินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์