Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ปฐมฌานํ ยตุถิจุกํ ยทิจุกํ ยาวติจุกํ อธิฏฐาติ. อธิฏฐานาย ทนุรายตตฺต์
นตฺถิ.๑๔

“บุคคลตั้งปฐมฌานไว้ตามระยะที่ต้องการ ตามขณะที่ต้องการ ตามสถานที่
ที่ต้องการ ความเนิ่นช้าในการตั้งไว้ย่อมไม่มี”

ครั้นความชำนาญในการตั้งฌานไว้สำเร็จแล้ว ความชำนาญในการออกก็สำเร็จได้
การดำริความต่างกันระหว่างความชำนาญทั้งสองนั้นจึงหาประโยชน์มิได้

คำว่า วสี คือ ความชำนาญ หมายถึง ความสามารถ กล่าวคือ ความเป็นใหญ่
วสิตา คือ ความชำนาญนั่นเอง เหมือนคำว่า เทพนั่นเอง ชื่อว่า เทวดา

[คำว่า เทวดา สำเร็จรูปมาจาก เทว ศัพท์ + ตา ปัจจัย ลง ตา ปัจจัยในอรรถสกัดถ์ที่
ไม่มีความหมายใดๆ คำว่า เทว และ เทวดา มีความหมายเหมือนกันว่า “เทพ เทวดา” การใช้ศัพท์
ที่ลงสกัดถ์ปัจจัยนี้ ย่อมมีเพื่อให้คำสละสลวย คำว่า วสี และ วสิตา ก็หมายถึงความชำนาญนั่นเอง]

พึงสัมพันธ์[บทที่ห่างกัน]ว่า เมื่อกระทำแล้วเพียรตั้งมั่นอยู่

คำว่า วิตกกาภิกํ โอฬาริกงฺคำ ปห나าย (เพื่อละองค์ฌานที่หยาบมีวิตกเป็นต้น)
นี้ มีความหมายว่า ลำดับแรก เมื่อบุคคลกระทำปฐมฌานให้ชำนาญอยู่แล้ว วิตกย่อม
ปรากฏว่าหยาบ ในกาลนั้น อัธยาศัยของเขาย่อมตั้งอยู่อย่างนี้ว่า โอหนอ ฌานของเราพึง
ไม่มีวิตก ลำดับนั้น ครั้นกระทำความเพียรเสมอในปฏิภาคนิมิตอีกโดยตั้งใจว่า เราจักกักฌาน
ที่ไม่มีวิตก ภาวนานั้นชื่อว่า ภาวนาคลายความยินดีในวิตก และชื่อว่า บริกรรมภาวนา
ตราบจนความพอใจวิตกยังไม่หมดสิ้นไป เมื่อความพอใจวิตกหมดสิ้นแล้วก็ชื่อว่าอุปจาร-
ภาวนา อุปจารฌานอื่นก็มีนัยเดียวกัน [เมื่อเพียรตั้งมั่น]เพื่อละองค์ฌานหยาบนั้นๆ อันมี
วิตกเป็นต้น ด้วยกำลังของภาวนาที่คลายความยินดีในองค์ฌานนั้นๆ เช่นนี้

คำว่า วิจาราภิสขุมงคุปปตฺติยา (เพื่อความเกิดขึ้นขององค์ฌานที่ละเอียดมีวิตก
เป็นต้น) มีความหมายว่า เพื่อความเกิดขึ้นอีกขององค์ฌานที่ละเอียดมีวิตรเป็นต้นซึ่งมี
๔ อย่าง ๓ อย่าง ๒ อย่าง หรือ ๒ อย่างอีกโดยปราศจากองค์ฌานหยาบมีวิตกเป็นต้นนั้นๆ

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka