ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
คำว่า ปทหโต แปลว่า เมื่อเพียรอยู่ หมายความว่า เมื่อกระทำความเพียรเผากิเลสที่เรียกว่า ปธานะ
[ปธานะ คือ ความเพียรอย่างยิ่งยวดที่ยอมให้ร่างกายเหลือเพียงหนัง เอ็น กระดูก และยอมให้เลือดเนื้อในร่างเหือดแห้งไป ถ้ายังไม่บรรลุธรรมที่ต้องการก็จะไม่เลิกปฏิบัติธรรม]
คำว่า ทุติยชฌานาทโยว (ทุติยฌานเป็นต้น) คือ รูปาวจรฌานที่เหลือมีทุติยฌานเป็นต้น
คำว่า ยการหํ (ตามสมควร) นี้ หมายถึงกสิณและอานาปานะเป็นต้นในกรรมฐาน ๒๒ อย่างอันสมควรแก่ทุติยฌานเป็นต้น
๓๖. ส่วนในบรรดากรรมฐาน ๑๘ อย่างอื่น อรูปฌานย่อมเป็นไปโดยล่วงพ้นอารมณ์ และการละทิ้งกสิณย่อมมีเพื่อล่วงพ้นอารมณ์ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อากาศวรชชิตกสิเนสุ (ในบรรดากสิณทั้งหลายยกเว้นอากาศกสิณ) เพื่อแสดงกสิณที่มีการละทิ้งอารมณ์ ความจริงอากาศกสิณเมื่อถูกละทิ้งอยู่ ก็คงเป็นอากาศนั่นเอง การล่วงพ้นอากาศจึงไม่มีในอากาศกสิณ
คำว่า อุคุฬาเฏตฺวา (ละทิ้ง) มีความหมายว่า เมื่อบุคคลไม่กระทำสัญญาในกสิณนิมิตตามที่เห็นแล้ว ได้ทำสัญญาในอากาศให้เป็นไปอยู่ในกสิณนิมิตว่า “อากาศไม่มีที่สิ้นสุด อากาศไม่มีที่สิ้นสุด” กสิณนิมิตย่อมอันตรธานไปในจิตของเขา อากาศเช่นนั้นย่อมปรากฏ บุคคลละทิ้ง คือเพิกถอนกสิณอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยการกำจัดสัญญาในกสิณและทำสัญญาในอากาศให้เป็นไปเช่นนี้
คำว่า ลทฺธิ อากาสํ (อากาศกสิณที่ได้มา) พึงสัมพันธ์กับบทที่เพิ่มเข้ามาว่า อารพุภ (ปรารภ)
คำว่า ปฐมารุปปวิญญาณ์ (ปฐมารุปปวิญญาณ) เป็นต้นก็มีนัยเดียวกัน
คำว่า อนุนตฺตเสน (ด้วยการกำหนดว่าอากาศไม่มีที่สิ้นสุด) มีความหมายว่า โดยเนื่องด้วยการใส่ใจที่เป็นไปอย่างนี้ว่า อากาศไม่มีที่สิ้นสุด