Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

๓๙. คำว่า สนฺตเมต์ ปณีตเมตนฺติ ปริกุมุภ์ กโรนฺตสฺส (เมื่อกระทำบริกรรมปรารภ
อาภิญฺจญฺญายตนะที่เป็นอรูปฌานที่ ๓ ว่า นี่สงบหนอ นี่ประณีตหนอ) นี้ มีความหมายว่า
เมื่อบุคคลยกย่องเช่นนั้นแล้วกระทำบริกรรมอยู่

ฌานขั้นสูงย่อมมีเพราะล่วงพ้นอารมณ์ได้ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า จตุตฺถา-
รูปปมุปปติ (อรูปฌานที่ ๔ ย่อมสำเร็จ)

๔๐. คำว่า ปริกมฺมุภ์ กตฺวา (กระทำบริกรรม) มีความหมายว่า กระทำบริกรรมใน
การระลึกด้วยคำว่า “แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงเป็นผู้ไกลจากกิเลส”
เป็นต้น

คำว่า ตสุมึ คือ ในอารมณ์มีพระพุทธคุณเป็นต้นนั้น
บทนี้ลงสัตตมีวิภัตติในอรรถถาธาระ (สถานที่)
คำว่า นิมิตฺเต มีความหมายว่า เมื่อนิมิตที่เรียกว่าลักษณะของอารมณ์
บทนี้ลงสัตตมีวิภัตติในอรรถภาวสักขณะ [เครื่องกำหนดหมายกิริยา แปลว่า เมื่อ]
คำว่า สาธุกมุคุคหิเต (ตั้งมั่นดีแล้ว) มีความหมายว่า ตั้งมั่นดีแล้วด้วยการที่
อารมณ์ปรากฏชัด หรือด้วยการที่จิตโน้มน้อมไปในอารมณ์

คำว่า อุปจาโร จ สมปชชติ (อุปจารสมาธิย่อมปรากฏ) หมายความว่า อุปจาร-
สมาธิย่อมปรากฏแก่อริยสาวกผู้เห็นสัจจะแล้ว อีกนัยหนึ่ง อุปจารสมาธิย่อมปรากฏแก่ชน
เหล่าอื่น ในมรณานุสสติ อาหาเรปฏิกูลสัญญา และการกำหนดธาตุทั้ง ๔

ความถึงพร้อมแห่งอุปจารสมาธิ พึงทราบด้วยการข่มนิวรณ์และเกิดองค์ฌานขึ้น

[คัมภีร์อนุปทีนีอธิบายเพิ่มเติมว่า แม้ปุถุชนผู้มีปัญญาแก่กล้าก็เกิดอุปจารสมาธิในพระ-
พุทธคุณเป็นต้นได้ เรื่องนี้กล่าวไว้ในคัมภีร์อรรถกถา ส่วนคำที่กล่าวว่า “อุปจารสมาธิย่อมปรากฏแก่
พระอริยสาวกผู้เห็นสัจจะแล้ว” หมายเอาความเป็นไปโดยมาก

พระเถระบางรูปที่ประเทศสหภาพพม่าเจริญพุทธานุสสติเสมอ เช่น พระญาณวรเถระ
(๒๓๙๕-๒๔๗๐) อดีตเจ้าอาวาสวัดมหาสุทธารามรูปที่สอง จังหวัดมันดเลย์ ชาวพม่าเรียกว่า ดีแป-

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka