Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ยินสยาโด (ท่านอาจารย์ดีแยยิน) ตามชื่อบ้านเกิด เมื่อท่านมีอายุ ๗๐ กว่าปีได้เดินทางไปนมัสการ
พระเจดีย์ชเวดากองที่จังหวัดย่างกุ้ง ท่านยืนประนมมือไหว้พระเจดีย์พร้อมทั้งเจริญพุทธานุสสติกัมมัฏฐาน
ไปด้วยตั้งแต่หัวค่ำจนถึงรุ่งเช้าโดยไม่ขยับร่างกาย และได้ทำเช่นนี้สามคืนติดต่อกัน สันนิษฐานว่า
สมาธิระดับนี้คงจะถึงความเป็นอุปจารสมาธิอย่างแน่นอน]

๔๑. พระอนุรุทธอาจารย์ได้แสดงความเป็นไปของสมถฌานในกรรมฐาน ๔๐ ตาม
สมควรดังนี้แล้ว กล่าวคำที่ขึ้นต้นว่า อภิญญาเวสน ปวตฺตมานํ (รูปาวจรปัญจฌานที่เป็นไป
ด้วยอำนาจของอภิญญา) เพื่อแสดงความเป็นไปของอภิญญาอันเป็นผลของกสิณฌานใน
สมถฌาน

ในเรื่องนั้น บุคคลผู้กระทำการสั่งสม[การเจริญฌานในภพก่อน]แล้ว คือผู้กระทำ
ความเพียรในสมถฌานในภพอันใกล้ หรือเป็นมหาบุรุษผู้บำเพ็ญโพธิสมภารแล้ว เมื่อ
สมถฌาน ๘ [ตามจตุกกนัย] หรือฌาน ๙ [ตามปัญจกนัย] ของท่านสำเร็จแล้ว อภิญญา
ย่อมสำเร็จโดยแท้

อาจารย์ทั้งหลายกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า “เมื่อรูปฌานอย่างเดียวสำเร็จอยู่ อภิญญา
ย่อมสำเร็จได้” ดังในคัมภีร์อัฏฐสาลินีและวิสุทธิมรรคกล่าวว่า “กสิณฌานคืออากาศบัญญัติ
ที่ยังไม่เข้าถึงความเป็นปัจจัยแก่รูปฌาน ย่อมเป็นบาทของอภิญญาได้”๑๕

แต่ในอรรถกถาทีฆนิกายกล่าวว่า “น หิ อฏฺฐสุ สมาปตฺตีสุ จุทฺทสหาการเรหิ วิณุณ-
วสีภาว์ วินา อุปริ อภิญญาธิคโม โหติ.”๑๖ (การบรรลุอภิญญาต่อไปย่อมไม่มีโดยปราศจาก
ความชำนาญที่สั่งสมไว้ด้วยอาการ ๑๔ อย่างในสมาบัติ ๘) ข้อความนั้นควรหมายเฉพาะ
กุลบุตรผู้เริ่มปฏิบัติจำนวนมากทั่วไปยกเว้นบุรุษพิเศษ ดังในคัมภีร์วิสุทธิมรรคกล่าวว่า

อิเมหิ ปน จุทฺทสหิ อาการเรหิ จิตฺตํ อปฺริทเมตฺวา ปุพฺเพ อภาวิตภาวโน
อาทิกุมมิโก โยสาวจโร อิทฺธิวิภุพพนำ สมปาเทสสตีต เนต์ ฐานํ วิชชติ.๑๗

“โยคาวจรผู้เริ่มปฏิบัติ ไม่ได้ฝึกจิตด้วยอาการ ๑๔ อย่างนี้ ไม่เคยเจริญภาณา
มาก่อน จักทำอิทธิฤทธิ์ให้สำเร็จ ฐานะนี้ย่อมไม่มี”

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka