ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
“บุคคลเข้าฌานที่เป็นบาทของอภิญญาแล้วออกจากฌาน ถ้าต้องการเนรมิตรูป
ร้อยคนก็กระทำบริกรรมว่า ‘เราจงมีร้อยคน’ แล้วเข้าฌานที่เป็นบาทของอภิญญาอีก แล้ว
ออกจากฌานอธิษฐาน คนร้อยคนย่อมมีได้พร้อมกับจิตที่อธิษฐาน”
ในข้อนั้น การเข้าปาทกฌานก่อนย่อมเป็นไปเพื่อให้จิตบริกรรมตั้งมั่น ส่วนการเข้า
ปาทกฌานต่อมาย่อมมีเพื่อสนับสนุนอภิญญา หมายความว่า จิตบริกรรมที่ตั้งมั่นดีด้วยกำลัง
ของปาทกฌาน นับเข้าในอภิญญาจิตในวิสัยของตน ในเวลาระลึกถึงชาติปางก่อน บุคคล
ย่อมรู้หมู่ธรรมที่เป็นอดีตในภพจนถึงขณะปฏิสนธิด้วยจิตบริกรรม ดังสารกในคัมภีร์
อรรถกถาว่า
ตํสมปยุตฺตํ ฌาณํ ปริกุมมสมาธิญาณํ.ᴑ๙
“ฌานที่ประกอบกับจิตบริกรรมนั้น ชื่อว่า บริกรรมสมาธิญาณ”
[ในบางแห่ง]เรียกว่า อตีตังสญาณ (ญาณที่เป็นส่วนอดีต) บ้าง อารมณ์แต่ละอย่าง
ของญาณในอภิญญาอื่น พึงกล่าวตามสมควร แต่พระอนุรุทธอาจารย์ดำริว่า การเข้าปาทก-
ฌานครั้งหล้งย่อมไม่มีแก่คนทั้งหมด เพราะผู้บรรลุความชำนาญในอภิญญาแล้ว ย่อมไม่มี
การเจริญปาทกฌานอีก ท่านจึงไม่แสดงการเข้าปาทกฌานครั้งหลังในคัมภีร์อภิธัมมัตถ-
สังคหะนี้
คำว่า รุปาทีสุ อาลมฺพณสุ ยถารหมปเปติ (ย่อมปรากฏในอารมณ์ทั้งหลายมี
รูปอารมณ์เป็นต้นตามสมควร) นี้ มีความหมายว่า ลำดับแรก อิทธิวิธญาณย่อมเป็นไปใน
อารมณ์ ๖ ที่เป็นกาล ๓ เพราะญาณนั้นย่อมเป็นไปรับรู้อารมณ์นั้นๆ ในอารมณ์ ๖ มีรูป
เป็นต้นที่บุคคลทำให้เกิดขึ้น ส่วนปาทกฌานจิตเมื่ออธิษฐานให้เหมือนกาย ย่อมเป็นไป
ปรารภปาทกฌานจิตที่เป็นอดีตในเวลามีกายปรากฏเหาะไปทางอากาศ เมื่ออธิษฐานกายให้
เหมือนจิต ปาทกฌานจิตย่อมเป็นไปปรารภรูปกายปัจจุบันในเวลาไปโดยมีกายไม่ปรากฏ
รูปบางอย่างเป็นเพียงอารมณปัจจัยแก่ญาณที่เป็นไปอยู่เช่นนั้น บางอย่างเป็น
อารมณปุเรชาตปัจจัย (ปุเรชาตปัจจัยที่เป็นอารมณ์) บางอย่างก็เป็นวัตถารัมมณปุเรชาต-
ปัจจัย (ปุเรชาตปัจจัยที่เป็นวัตถุและอารมณ์) ส่วนในอารมณ์อนาคต ปาทกฌานจิตย่อม
เป็นไปปรารภรูปปธรรมนั้นๆ ที่เป็นอนาคตในเวลาอธิษฐาน