Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

เสียงที่เป็นปัจจุบันเป็นอารมณ์ของทิพยโสต

จิตผู้อื่นอันเป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคตในช่วงเวลานี้คือเจ็ดวันในอดีต
เจ็ดวันในอนาคต หรือขันธ์ ๔ เป็นอารมณ์ของเจโตปริยญาณ บุคคลผู้รู้จิตอยู่ เมื่อต้องการ
รู้ธรรมที่ประกอบกับจิตนั้น จักรู้ได้โดยแท้ ดังพระพุทธองค์ตรัสญาณทั้งสองไว้ร่วมกันใน
คัมภีร์ปัฏฐานว่า

กุสลา ขนฺธา เจโตปริยญาณสฺส ยถากมฺมุปคญาณสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย.๒๐
“ขันธ์ที่เป็นกุศลเป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณและยถากัมมุปคญาณ โดยความเป็น
อารมณ์ปัจจัย”

[เจโตปริยญาณ คือ ญาณที่กำหนดรู้ใจคนอื่น
ยถากัมมุปคญาณ คือ ญาณที่รับรู้กรรมอันเหล่าสัตว์เคยสั่งสมมาก่อน]

ในเรื่องนี้ ลำดับแรก ในคัมภีร์อรรถกถากล่าวว่า จิตของผู้อื่นมีอารมณ์ปัจจุบัน โดย
ความเป็นสันตติปัจจัย (ปัจจุบันสืบต่อจากอดีต) หรืออัทธาปัจจัย (ปัจจุบันโดยระยะกาล)
ถ้าพึงประกอบจิตนั้นโดยเป็นขณะปัจจุบัน (ปัจจุบันที่กำลังเกิดขึ้น) เมื่ออาวัชชนจิต
ใคร่ครวญจิตอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นปัจจุบันแล้วดับไป ชวนจิตย่อมรับเอาจิตที่ดับล่วงไป
ร่วมกับอาวัชชนจิตเป็นอารมณ์ ชวนจิตเหล่านั้นจึงมีอารมณ์ต่างกับอาวัชชนจิตโดยกาล
ทั้งพระอรรถกถาจารย์ก็ไม่อนุญาตให้ชวนจิตเหล่านั้นมีอารมณ์ต่างกับอาวัชชนจิตโดยกาล
ในที่อื่นอกจากมรรคผลวิถี ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกัน[ในที่นี้] ดังนั้น ขึ้นชื่อว่าปัจจุบันในฐานะ
เช่นนี้ จึงควรเป็นสันตติปัจจัย และอัทธาปัจจัย แต่ในคัมภีร์มูลฎีกาได้ประกอบความมี
ปัจจุบันอารมณ์โดยเนื่องด้วยขณะปัจจุบัน เพราะไม่ควรกล่าวว่าหมวดอตีตารมณ์ ๓ อย่าง
ในพระอภิธรรมตรัสไว้โดยเนื่องด้วยสันตติปัจจัยและอัทธาปัจจัย มิฉะนั้นแล้วพระผู้มี-
พระภาคก็ควรตรัสว่า

“ธรรมที่เป็นปัจจุบันเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เป็นปัจจุบันโดยความเป็นอนันตรปัจจัย”
“ธรรมที่เป็นปัจจุบันเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เป็นปัจจุบันโดยความเป็นอาสวนปัจจัย”

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka