ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
แต่พระพุทธองค์ไม่ตรัสไว้ดังนี้ มีเพียงพระดำรัสที่ตรัสว่า
อตีโต ธมฺโม ปจฺจุปปนฺนสฺส ธมฺมสฺส อนอนุตฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย.๒๑
“ธรรมที่เป็นอดีตเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เป็นปัจจุบัน โดยความเป็นอนันตปัจจัย”
อตีโต ธมฺโม ปจฺจุปปนฺนสฺส ธมฺมสฺส อาเสวนปจฺจเยน ปจฺจโย.๒๒
“ธรรมที่เป็นอดีตเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เป็นปัจจุบัน โดยความเป็นอาเสวนปัจจัย”
ด้วยเหตุนี้ จิตทั้งหมดมีอาวัชชนจิตเป็นต้นจึงรับรู้จิตของผู้อื่นที่เกิดร่วมกับตนเป็น
ต่างๆ โดยเนื่องด้วยขณะปัจจุบันได้ และจิตเหล่านั้นก็ไม่ชื่อว่ามีอารมณ์ต่างกันโดยสภาวะ
เพราะอาการแห่งการรับรู้ไม่ต่างกัน ความจริงอาวัชชนจิตย่อมพิจารณาว่าเป็นจิต ทั้งชวนจิต
ก็แล่นไปรับรู้ว่าเป็นจิต และทั้งหมด[ที่บุคคลรับรู้]นั้นก็เป็นจิตเช่นกัน
ขันธ์ที่เป็นไปในอดีตตั้งแต่จุติที่ไม่มีระหว่างคั่น บัญญัติมีชื่อ โคตร กสิณนิมิตเป็นต้น
ที่เกี่ยวกับขันธ์ และนิพพาน เป็นอารมณ์ของปุพเพนิวาสานุสสติญาณ รูปารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน
เป็นอารมณ์ของทิพยจักขุ โดยประการดังนี้ รูปาวจรปัญจมฌานย่อมปรากฏในอารมณ์ ๖
มีรูปารมณ์เป็นต้นตามสมควร
๔๒. บัดนี้ พระอนุรุทธอาจารย์กล่าวคาถาว่า อิทธิวิธี (แสดงฤทธิ์) เป็นต้น เพื่อ
แสดงประเภทของปัญจมฌานซึ่งเป็นไปโดยความเป็นอภิญญาด้วยประเภทแห่งกิจ
ในคาถานั้น อิทธิวิธะ คือ ญาณที่มีส่วนคือความสำเร็จของเรื่องที่อธิษฐานนั้นๆ
ตามที่อธิษฐาน
อีกนัยหนึ่ง อิทธิวิธะ คือ ญาณที่มีลักษณะคือความสำเร็จของเรื่องที่อธิษฐานนั้นๆ
ตามที่อธิษฐาน