ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ลักษณะ คือ สภาพพิเศษเฉพาะของธรรมทั้งหลาย [มีการรับรู้อารมณ์และการ
กระทบอารมณ์ เป็นต้น] เหมือนความร้อนของไฟ
รสะ (หน้าที่ หรือความบริบูรณ์) คือ หน้าที่อันเกิดขึ้นด้วยสภาพธรรมนั้นเหมือน
การที่ไฟทำให้สุก หรือความบริบูรณ์คือสภาพที่ได้รับเพราะการทำให้เกิดขึ้น เหมือนแสงสว่าง
ของไฟ
ปัจจุปัฏฐาน (เครื่องปรากฏ) คือ ความถึงพร้อมนั้นนั่นแหละ หรือผลกล่าวคือ
สิ่งที่ถูกทำให้เกิดขึ้น เหมือนควันไฟ
ปทัฏฐาน (เหตุใกล้) คือ เหตุใกล้กล่าวคือปัจจัยเฉพาะไม่ทั่วไปเพื่อความเกิดขึ้น
ของตน [เหมือนคนก่อไฟ]
ทิฏฐวิสุทธิ คือ การกำหนดรู้รูปนามด้วยญาณ กล่าวคือ การกำหนดรูรูปนามด้วย
ประเภทของลักษณะ รสะ ปัจจุปัฏฐาน และปทัฏฐานเหล่านั้น
การกำหนดรู้มี ๒ อย่าง คือ การกำหนดรู้โดยย่อ และการกำหนดรู้โดยพิสดาร
การกำหนดรู้โดยย่อ คือ การกำหนดโดยประจักษ์ทำให้เห็นชัดเจนเช่นนี้โดยแยก
ธรรมภายในออกเป็น ๒ ส่วนว่า นี้คือนาม มิใช่รูป นี้คือรูป มิใช่นาม รูปและนามต่างกัน
ไม่มีอัตตา ชีวะ สัตว์ บุคคล มนุษย์ เทวดา หรือพรหม อย่างอื่นอกจากรูปนามทั้งสอง
บุคคลผู้มีปัญญามากย่อมข่มสักกายทิฏฐิพร้อมทั้งสัญญาวิปัลลาสและจิตตวิปัลลาสได้ด้วย
การกำหนดอย่างนี้ โดยแท้จริงแล้ว วิปัลลาสมี ๓ ประการ ดังพระพุทธวจนะว่า
อนตฺตนิ อตฺตาติ สญฺญาวิปลลาโส จิตฺตวิปลลาโส ทิฏฐิวิปลลาโส.๒๔
“ความแปรปรวนแห่งสัญญา ความแปรปรวนแห่งจิต ความแปรปรวนแห่งทิฏฐิ
ในสังขารที่ไม่ใช่อัตตาว่าเป็นอัตตา”
ในเรื่องนั้น บุคคลข่มความแปรปรวนแห่งทิฏฐิได้ด้วยศรัทธาที่ตั้งมั่นดีในธรรม
คำสอนของพระศาสดาอีกด้วย ส่วนความแปรปรวนแห่งสัญญาและความแปรปรวนแห่งจิตอื่น
จะถูกข่มได้ในขณะกระทำการกำหนดรู้รูปนามเท่านั้น ตราบเท่าที่ความแปรปรวนทั้งสอง