ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ยังไม่ถูกข่มไว้ การกำหนดรู้รูปนามก็ยังไม่บริสุทธิ์ และกิเลสธรรมที่มีความแปรปรวนเป็น
มูลเหตุก็ยังไม่ถูกข่มไว้ได้
อีกนัยหนึ่ง บุคคลพึงกำหนดรู้รูปนามตามนัยว่า “พึงกำหนดรู้รูปนาม ๔ วิธีตาม
ประเภทของอาหาร ๔, ๕ วิธีตามประเภทของขันธ์ ๕, ๖ วิธีตามประเภทของธาตุ ๖” เป็นต้น
ธาตุ ๖ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาศธาตุ และวิญญาณธาตุ
โดยแท้จริงแล้ว กุลบุตรชื่อปุกกุสาติกำหนดรู้ธาตุ ๖ เหล่านี้แล้วได้บรรลุอนาคามิผล ครั้น
จุติแล้วไปเกิดในสุทธาวาสภูมิ หรือว่าเมื่อบุคคลกำหนดรู้ธรรมเพียงเท่าใด ย่อมข่มความ
แปรปรวนแห่งสัญญา จิต และทิฏฐิอันเป็นไปว่านี้คืออัตตาของเรา ก็พึงกำหนดรู้ธรรมเพียง
เท่านั้น[ตามสมควร]
การกำหนดรู้โดยพิสดาร คือ การกำหนดรู้รูปนามตามประเภทของหมวดหมู่คือ
จิต เจตสิก และรูป ซึ่งกล่าวไว้แล้วในคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะนี้ แต่การกำหนดเช่นนี้
ไม่ใช่วิสัยของผู้เริ่มปฏิบัติ เป็นวิสัยของพระเถระผู้ทรงพระอภิธรรมและรู้แจ้งสัจจะ ๔ แล้ว
ผู้กำหนดรู้รูปนามอยู่ ย่อมกำจัดความเห็นผิดที่เป็นไปอย่างนี้ว่า “อัตตาที่ชื่อว่า ชีวะ
มีอยู่ภายในสรีระ อัตตาย่อมกระทำ ย่อมเสวย ย่อมท่องเที่ยวยเวียนตายเวียนเกิด” เพราะรู้
เห็นความไม่มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งอื่นนอกจากรูปนามเท่านั้น เขาย่อมกำจัดทิฏฐิที่เป็นไปว่าอัตตา
มีอยู่โดยอาศัยรูปนามทั้งสองหรืออย่างหนึ่งๆ เพราะรู้เห็นความไม่มีโดยสิ้นเชิงแห่งความเพียร
ขวนขวายที่ชาวโลกสำคัญว่าเป็นกิริยาของสัตว์บุคคลในนามหรือรูปล้วนๆ และเพราะรู้เห็น
ความปรากฏแห่งความเพียรขวนขวายในเมื่อรูปนามประกอบร่วมกัน และเขาย่อมกำจัดความ
เข้าใจผิดเนื่องด้วยความยึดมั่นสิ่งนั้นว่า อัตตามมีอยู่จริง ชีวะมีอยู่จริง โดยไม่ตั้งอยู่
ในความเป็นบัญญัติเท่านั้นในสิ่งที่ชาวโลกบัญญัติไว้อันมีอัตตา ชีวะ สัตว์ บุคคล มนุษย์ เทวดา
พรหม เป็นต้น
คำว่า “ความยึดมั่นสิ่งนั้น” หมายความว่า ความยึดถืออย่างแน่นแฟ้นยิ่งโดยนัยว่า
อัตตามีอยู่ ชีวะมีอยู่
คำว่า “ความเข้าใจผิด” หมายความว่า การยึดมั่นรูปนามว่าเป็นอัตตา