ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
๕๒. ในคำว่า ปจจยปริคุคโห (การกำหนดรู้ปัจจัย) นี้ การกำหนดรู้ปัจจัยมี ๒ อย่าง คือ การกำหนดรู้โดยสังเขป และการกำหนดรู้โดยพิสดาร
บุคคลผู้กำหนดรู้ปัจจัยของนามโดยเนื่องด้วยวัตถุและอารมณ์ กำหนดรู้ปัจจัยของรูปโดยเนื่องด้วยจิต อุตุ และอาหาร กำหนดรู้ปัจจัยของรูปนามทั้งสองโดยเนื่องด้วยอวิชชา ตัณหา อุปาทาน และกรรม ชื่อว่า ย่อมกำหนดรู้โดยสังเขป
ส่วนบุคคลผู้กำหนดรู้ตามปฏิจจสมุปบาทนัยและปัฏฐานนัยที่จำแนกไว้แล้วในปัจจัยสังคหะ (ประมวลปัจจัย) ชื่อว่า ย่อมกำหนดรู้โดยพิสดาร แม้ในเรื่องนี้ การกำหนดรู้ตามปัฏฐานนัยก็มิใช่วิสัยของผู้เริ่มปฏิบัติ
ผู้กำหนดรู้ปัจจัยย่อมกำจัดอเหตุทิฏฐิ (ความเห็นผิดว่าไม่มีเหตุ) เพราะรู้เห็นว่ารูปนามทั้งหมดตามที่กำหนดแล้วได้ดำเนินไปเนื่องด้วยเหตุปัจจัยโดยสิ้นเชิง และกำจัดวิสมเหตุทิฏฐิ (ความเห็นผิดในเหตุที่ไม่มีจริง) มีการเนรมิตของพระศิวะและพระพรหมเป็นต้น เพราะไม่เห็นความเป็นไปโดยประการอื่นยกเว้นความพร้อมมูลของเหตุปัจจัยที่เหมาะสมแก่ตน เขาย่อมกำจัดความเห็นผิดในผู้กระทำ[กรรม]และผู้เสวย[ผลของกรรม] เพราะไม่เห็นสิ่งอื่นซึ่งเป็นผู้กระทำหรือผู้เสวย เนื่องจากรู้เห็นว่าไม่มีอัตตาที่เป็นผู้กระทำกรรมหรือผู้เสวยผลอื่นนอกจากเหตุปัจจัยค้ำจุน และรู้เห็นความเป็นไปของกรรมพร้อมทั้งรู้เห็นความเป็นไปของผลกรรม
การล่วงพ้นความสงสัย ๑๖ อย่างที่มีสัตว์บุคคลเป็นอารมณ์ว่า เราเกิดมาก่อนในอดีตกาลหรือ เป็นต้น ย่อมมีได้เพราะรู้เห็นความเป็นไปของรูปนาม โดยเนื่องด้วยเหตุและผลที่สืบต่อกันในกาลทั้ง ๓ ในสังสารวัฏที่ไม่ปรากฏเบื้องต้น พร้อมทั้งละความสงสัย ๘ อย่างที่เป็นไปโดยนัยว่า สงสัยในพระศาสดา สงสัยในพระธรรม เป็นต้น ย่อมมีได้เพราะรู้เห็นความเป็นผู้ตรัสรู้ดีของพระพุทธเจ้า เนื่องจากรู้เห็นว่าพระธรรมเทศนาเป็นพระธรรมอันดีงามในเมื่อหยั่งเห็นความเป็นไปของสภาวธรรมด้วยดี