Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

๕๓. ท่านกล่าวว่า เตภูมกสงขาเรสุ (ในบรรดาสังขารในภูมิ ๓) เพราะโลุตตรธรรม แม้เป็นสังขตธรรมก็เป็นอารมณ์ของการพิจารณาไม่ได้ อนึ่ง การพิจารณาย่อมมีเพื่อละอนุสัยกิเลส อนุสัยมีกามราคะเป็นต้นได้นอนเนื่องอยู่ในสังขตธรรมเหล่านั้น สังขตธรรมเหล่านั้นย่อมควรแก่การพิจารณา ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เตภูมกสงขาเรสุ

บทนี้พึงสัมพันธ์กับบทว่า ลกขณตฺตยํ สมุมสนุตฺสส (พิจารณาไตรลักษณ์)

คำว่า อตีตาทิเภทภินฺเนสุ (อันจำแนกเป็นประเภทมีอดีตเป็นต้น) คือ อันจำแนกเป็นประเภท ๑๑ อย่างมีรูปอดีต รูปอนาคต รูปปัจจุบัน รูปภายใน และรูปภายนอก เป็นต้น

[รูป ๑๑ ประการ คือ รูปอดีต รูปอนาคต รูปปัจจุบัน รูปภายใน รูปภายนอก รูปหยาบ รูปละเอียด รูปทราม รูปประณีต รูปไกล และรูปใกล้]

คำว่า ขนฺธาทิยํ อารพภ (เริ่มต้นนับแห่งขันธ์เป็นต้น) มีความหมายว่า เริ่มแต่ไล้วิ่จำแนกอารมณ์ของการพิจารณาอย่างนี้ว่า ขันธ์ ๕ ทวาร ๖ อารมณ์ ๖ วิญญาณ ๖ ผัสสะ ๖ เวทนา ๖ สัญญา ๖ เป็นต้น ซึ่งจำแนกไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค คือ ไปตามนัยกล่าวคือ โดยคล้อยตามนัยดังกล่าว

ธรรมอย่างใดในบรรดาธรรม ๒๓ ประเภทปรากฏชัดแก่บุคคลใด บุคคลนั้นพึงปรารภการพิจารณาโดยรับเอาธรรมอย่างนั้นเป็นอารมณ์ แต่ถ้าสามารถก็ควรจะปรารภโดยรับอารมณ์ธรรมทั้งหมดเป็นอารมณ์

[ธรรม ๒๓ ประเภท คือ ธรรมทั้งหลายอันเป็นไปในทวาร ๖ พร้อมทั้งทวารและอารมณ์ทั้งหมด กล่าวคือ ขันธ์ ๕ ทวาร ๖ อารมณ์ ๖ วิญญาณ ๖ ผัสสะ ๖ เวทนา ๖ สัญญา ๖ เจตนา ๖ ตัณหา ๖ วิตก ๖ วิจาร ๖ ธาตุ ๖ กสิณ ๑๐ โกกุฏสระ ๓๒ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ ธาตุ ๓ ภพ ๓ ฌาน ๔ อัปปมัญญา ๔ สมาบัติ ๔ องค์แห่งปฏิจจสมุปบาท ๑๒

คัมภีร์วิสุทธิมรรคหาฎิกา (เล่ม ๓ หน้า ๔๕๖) แสดงถึงแนวทางในการเจริญวิปัสสนาว่า ยถาปากฏํ วิปสฺสนานิพิเวโส (พึงเจริญวิปัสสนาตามอารมณ์ที่มาปรากฏชัด) ด้วยเหตุนี้ นักปฏิบัติ จึงควรพิจารณาด้วยสัมมสญญาณตามอารมณ์ที่มาปรากฏชัด

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka