Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ไม่เที่ยงเพราะมีสภาพสิ้นไป วิญญาณไม่เที่ยงเพราะมีสภาพสิ้นไป หากไม่เป็นดังนี้ การ
พิจารณาย่อมไม่สำเร็จ พระอนุรุทธอาจารย์กล่าวคำแสดงการพิจารณาด้วยนัยว่า “ไม่เที่ยง
เพราะมีสภาพสิ้นไป” เป็นต้น เพราะข้อความคือธรรมที่พึงพิจารณามีรูปเป็นต้นนั้นปรากฏชัด
แล้วในที่นี้

[พระอนุรุทธอาจารย์กล่าวว่า “ไม่เที่ยงเพราะมีสภาพสิ้นไป เป็นทุกข์เพราะมีสภาพน่ากลัว
และเป็นอนัตตาเพราะมีสภาพปราศจากแก่นสาร” โดยไม่ระบุถึงขันธ์ ๕ มีรูปเป็นต้น เพราะว่ารูปเป็นต้น
ปรากฏชัดแล้ว ท่านจึงละไว้ในฐานะที่เข้าใจกัน]

ในประโยคนั้น คำว่า “รูปไม่เที่ยงเพราะมีสภาพสิ้นไป” มีความหมายว่า บุคคลรับรู้
รูปนั้นๆ ด้วยญาณแล้ว พึงกระทำการพิจารณาโดยนัยว่า ปฐวีกาตุไม่เที่ยงเพราะมีสภาพ
สิ้นไป อาโปธาตุนี้ไม่เที่ยงเพราะมีสภาพสิ้นไป เป็นต้น

อาการแข็งทั้งหมดภายในร่างกายนี้ เป็นปฐวีกาตุ อาการนั้นย่อมเปลี่ยนแปลงด้วย
ความแปรปรวนแห่งความเย็น ความร้อน อาหารต่างกัน จิตต่างกัน อิริยาบถต่างกัน หรือ
อาการทางกายจำนวนมากมีความแปรปรวนตามกระแสรูปต่างๆ ในเรื่องนั้น เมื่อลำดับ
กิริยาที่เกิดขึ้นต่อมาปรากฏอยู่ ลำดับกิริยาที่เกิดขึ้นก่อนย่อมวิบัติไป ขึ้นชื่อว่าลำดับย่อม
ไม่มีโดยแยกจากสภาวธรรม ความปรากฏของลำดับกิริยาที่เกิดขึ้นต่อมาก็คือความเกิดขึ้น
ของอาการที่เกิดใหม่ๆ นั่นเอง ความวิบัติไปของลำดับที่เกิดขึ้นก่อน ก็เป็นความวิบัติของ
อาการที่เกิดใหม่ๆ เมื่อบุคคลรู้เห็นความแปรปรวนของอาการแข็งต่างๆ ในร่างกายของตน
เช่นนี้ ย่อมชื่อว่ารู้เห็นความสูญสิ้นไปของปฐวีกาตุ และผู้รู้เห็นความสูญสิ้นไปของปฐวีกาตุ
ย่อมชื่อว่าหยั่งเห็นความสูญสิ้นไปของรูปที่เกิดร่วมกับปฐวีกาตุ [คือเขาหยั่งเห็นความดับไป
ของปฐวีกาตุโดยประจักษ์ และอนุมานรู้ความดับไปของรูปอื่นว่ามีสภาพดับไปเหมือน
ปฐวีกาตุ] อาการเกาะกุม เป็นอาโปธาตุ อาการเย็นหรือร้อน เป็นเตโชธาตุ อาการเคลื่อนไหว
เป็นวาโยธาตุ อาการเหล่านี้ย่อมแปรปรวนทุกๆ ขณะ บุคคลผู้รู้เห็นความแปรปรวนของลำดับ
ธาตุเหล่านี้เป็นอย่างๆ ย่อมชื่อว่าหยั่งเห็นความสูญสิ้นไปของอาโปธาตุและรูปที่เกิดร่วมกับ
อาโปธาตุเป็นต้น

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka