Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

[วัย ๓ คือ ปฐมวัย (วัยแรก) มัชฌิมวัย (วัยกลาง) และปัจฉิมวัย (วัยสุดท้าย)

ทสกะ (หมวดสิบ) ๑๐ คือ มันททสกะ (๑๐ ปีแห่งเด็กอ่อน) ขิฑฑาทสกะ (๑๐ ปีแห่งการเล่น) วัณณทสกะ (๑๐ ปีแห่งผิวพรรณ) พลทสกะ (๑๐ ปีแห่งกำลัง) ปัญญาทสกะ (๑๐ ปีแห่งปัญญา) หานทสกะ (๑๐ ปีแห่งความเสื่อม) ปัพภารทสกะ (๑๐ ปีแห่งความค่อม) วังภทสกะ (๑๐ ปีแห่งความค่อม) โมมูหทสกะ (๑๐ ปีแห่งความหลงลืม) และ สยุนทสกะ (๑๐ ปีแห่งความนอน)]

คำว่า สนฺตติวเสน (โดยเนื่องด้วยการสืบต่อ) คือ โดยเนื่องด้วยลำดับของรูปหรือลำดับของนามที่ดำเนินไปด้วยอำนาจของกระแสนามอย่างเดียวกันกับธรรมที่มีสภาพเหมือนกัน

[คัมภีร์อนุทีปนีอธิบายว่า ในบรรดาจิตตรูป รูปธรรมที่เกิดร่วมกับโสภณมูลจิตที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ชื่อว่า รูปธรรมที่มีสภาพเหมือนกัน นามธรรมคือเจตสิกที่เกิดร่วมกับโสภณมูลจิต ก็มีนัยเดียวกัน หรือในบรรดาอุตุชรูป รูปธรรมที่เกิดร่วมกับความเย็นที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ชื่อว่ารูปธรรมที่มีสภาพเหมือนกัน แม้อาหารชรูปก็เช่นเดียวกัน]

คำว่า ขณวเสน (โดยเนื่องด้วยขณะ) คือ โดยเนื่องด้วยขณะที่เรียกว่าปริมาณอายุของรูปธรรมและนามธรรม

ในข้อนี้ การพิจารณาโดยเนื่องด้วยขณะเป็นวิสัยของพระสัพพัญญูเท่านั้น มิใช่วิสัยของสาวก เพราะสาวกย่อมไม่รู้เท่าทันความเกิดขึ้นหรือดับไปในขณะเล็กน้อยเช่นนี้ การพิจารณาโดยเนื่องด้วยระยะเวลาและการสืบต่อจึงเป็นข้อที่พระอนุรุทธอาจารย์ประสงค์ในที่นี้

คำว่า ลกฺขณตฺตย์ สมุมสนฺตสฺส (พิจารณาไตรลักษณ์) มีความหมายว่า เมื่อบุคคลยกไตรลักษณ์ขึ้นในสังขารธรรมอันเกิดในภูมิ ๓ แล้วพิจารณาธรรมเหล่านั้นอยู่เสมอ หมายความว่า เมื่อทำให้ธรรมดังกล่าวปรากฏชัดว่ามีสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

โดยทั่วไปการรู้เห็นลักษณะของความไม่เที่ยงเป็นประธานในญาณนี้ เมื่อบุคคลรู้เห็นความไม่เที่ยงแล้ว ลักษณะอื่นก็จะปรากฏตามลำดับ แต่เมื่อไม่รู้เห็นลักษณะของความไม่เที่ยง ลักษณะอื่นก็ไม่ปรากฏ ดังนั้น พระอนุรุทธอาจารย์จึงประสงค์ความปรากฏชัดแห่ง

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka