ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
อนิจจลักษณะก่อน[โดยกล่าวว่า เมื่อหยั่งเห็นความเกิดดับด้วยอุทขัพพยญาณ]
[คำอธิบายข้างต้นคล้อยตามพระพุทธวจนะในอังคุตตรนิกาย สัมโพธิสูตร ว่า
อนิจจสญฺฌิโน ภิกฺขเว อนตฺตสญฺญา สณฺฐาติ. อนตฺตสญฺฌี อสฺมิมานสมฺคุฆาฏํ ปาปุณาติ
ภิกฺขเว ธมฺเม นิพพานํ.๒๖]
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสำคัญว่าไม่ใช่ตัวตนย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้สำคัญว่า ไม่เที่ยง ผู้สำคัญ
ว่าไม่ใช่ตัวตนย่อมถึงความเพิกถอนอัสตินมานะ และบรรลุนิพพานในปัจจุบันภพ”
ในคัมภีร์อรรถกถากล่าวว่า
อนิจจลุกขเณ ภิกฺขเว อนตฺตลกขณ์ ภิกฺขเมว โหติ. เตสุ หิ ตีสุ ลุกขเนสุ เอกสฺมี ภิกฺขุเจ
อิตรทฺวย์ ภิกฺขุเมว โหติ.๒๗
“เมื่อรู้เห็นอนิจจลักษณะ ก็เป็นอันรู้เห็นอนัตตลักษณะ โดยแท้จริงแล้ว เมื่อรู้เห็นลักษณะ
หนึ่งในลักษณะ ๓ เหล่านั้น ก็เป็นอันรู้เห็นลักษณะอื่นได้”
เมื่อนักปฏิบัติรู้เห็นความไม่เที่ยงของรูปนามโดยรับรู้ว่า มีสภาพเกิดดับอย่างรวดเร็วแล้ว
ต่อมาก็จะรู้สึกไม่สบายใจ แต่บอกไม่ถูกว่าไม่สบายใจเกี่ยวกับเรื่องอะไร หรือรู้สึกเป็นทุกข์มากโดย
ไม่รับรู้บัญญัติว่าอะไรเป็นทุกข์ ความรู้สึกเช่นนี้คือทุกขลักษณะของรูปนาม บางขณะจะรู้สึกว่าสภาพ
ธรรมที่กำหนดอยู่เหมือนกับเป็นเครื่องจักรหรือเป็นอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่ตัวตน หรือว่าร่างกายบางส่วน
หรือทั้งหมดหายไป ความรู้สึกเช่นนี้คืออนัตตลักษณะที่ปรากฏในขณะปฏิบัติธรรม]
คำว่า เตเสว คือ ในสังขารที่เกิดในภูมิ ๓ นั้นนั่นเอง
คำว่า ปจฺจยวเสน (โดยเนื่องด้วยปัจจัย) มีความหมายว่า ลำดับแรก ในรูปขันธ์
[เมื่อหยั่งเห็นความเกิดดับด้วยอุทขัพพยญาณ]โดยเนื่องด้วยปัจจัยคืออวิชชา ตัณหา อุปาทาน
กรรม และอาหาร
ส่วนในเวทนา สัญญา และสังขาร พึงกล่าวผัสสะแทนอาหาร ในวิญญาณก็พึง
กล่าวรูปนามแทน
ในข้อนั้น มีนัยดังต่อไปนี้ คือ เมื่ออวิชชา ตัณหา อุปาทาน และกรรม ในอดีต
ภพถัดมา เกิดขึ้นอีกเพราะเป็นกิเลสที่ยังละไม่ได้ กระแสรูป เวทนา สัญญา สังขาร และ
วิญญาณย่อมเกิดขึ้นตั้งแต่ปฏิสนธิจิตนะในภพนี้ ย่อมเจริญเพิ่มพูนด้วยอำนาจของหมู่รูปนาม