Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ทุก ๆ ขณะจนถึงมรณกาล แต่เมื่ออวิชชาเป็นต้นดับไปเพราะถูกกำจัดเสียได้ในภพนั้น กระแส
รูปนามย่อมดับไป และถึงความดับไม่เกิดอีกในภพต่อไป

เมื่อน้ำมีอยู่ ฝูงปลาย่อมมีได้ แต่น้ำไม่มี ฝูงปลาก็มไม่ได้ ฉันใด เมื่อรูปนาม
ที่เกิดแต่กรรมมีอยู่ รูปนามอื่นย่อมมีได้ แต่เมื่อรูปนามที่เกิดแต่กรรมไม่มี รูปนามอื่นย่อม
มีไม่ได้ ฉันนั้น ด้วยเหตุนี้ รูปอื่นทั้งหมดจึงนับเข้าในรูปที่เกิดแต่กรรมและถือเอานัยแห่งความ
เกิดดับด้วยแรงกรรม ความเป็นไปของความเกิดดับแห่งขันธ์ ๕ ย่อมมีโดยเนืองด้วยปัจจัย
คืออวิชชา ตัณหา อุปาทาน และกรรม อย่างนี้

กระแสรูปที่เกิดครั้งหลังๆ ต่อมาในภพนี้ด้วยแรงกรรม ได้รับการอุปถัมภ์จาก
กพพีการหารทุกๆ ขณะตั้งแต่ปฏิสนธิกาล ย่อมเกิดขึ้นติดตามกระแสรูปตามที่เป็นไป แต่
เมื่อไม่ได้รับการอุปถัมภ์ย่อมดับไป ถึงความดับในภพหนึ่งคือการไม่เกิดอีกในกระแสนั้น
หรือกระแสรูปตามที่เป็นไปย่อมเสียหายอันตรธานไป ส่วนเวทนา สัญญา และสังขาร ที่เกิด
ในทวาร ๖ ซึ่งเป็นกุศล ออกุศล วิบาก หรือกิริยา ย่อมเกิดขึ้นเมื่อกระทบกับอารมณ์ในขณะที่
อารมณ์ภายนอกมาปรากฏ และกระแสนามธรรมภายหลังๆ ย่อมปรากฏ แต่เมื่อเวทนา
เป็นต้นไม่ได้กระทบอารมณ์ ย่อมดับไป ไม่สืบต่อกระแส ส่วนวิญญาณย่อมเป็นไปในเม่อ
นามธรรมที่เกิดร่วมกันและวัตถุรูปเป็นไปอยู่ เมื่อนามธรรมที่เกิดร่วมกันและวัตถุรูปดับ ก็
ย่อมดับไป

คำว่า ฆณเสน (โดยเนืองด้วยขณะ) มีความหมายว่า โดยเนืองด้วยขณะที่
ดำเนินไปของรูปนามอย่างเดียวไม่เนืองด้วยเหตุปัจจัยดังที่กล่าวมาแล้ว

คำว่า “ขณะ” ในที่นี้ หมายเอากระแสรูปนามที่ได้กล่าวไว้แล้วในสัมมสนญาณ
เพราะญาณของสาวกย่อมไม่รู้เท่าทันความเกิดขึ้นหรือความดับไปของรูปนามโดยเนืองด้วย
ขณะ เปรียบดั่งความมืดสนิทย่อมปรากฏในยามราตรีภายในถ้ำ แต่เมื่อบุคคลจุดประทีปขึ้น
แสงประทีปย่อมเกิดขึ้นแผ่ไปสู่ภายในถ้ำทั้งหมดทันที ความมืดสนิทย่อมอันตรธานไป ความ
ปรากฏแห่งแสงสว่างและความสิ้นไปแห่งความมืดสนิทย่อมมี แต่เมื่อประทีปถูกดับไปอีก
ความปรากฏแห่งความมืดสนิทและความสิ้นไปแห่งแสงสว่างย่อมมี ฉันใด บุคคลย่อม

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka