Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

คำว่า อุปกุขา (ความวางเฉย) คือ ตัตมัชฌัตตุปกุขา (ความวางเฉย คือ
ตัตมัชฌัตตตา) และอาวัชชนุปกุขา (ความวางเฉยคืออาวัชชนะ)

คำว่า นิกนุติ (ความชอบใจ) คือ ความพอใจที่ละเอียดอันกระทำความผูกพันใน
วิปัสสนาและแสงสว่างเป็นต้น

ความชอบใจนี้เป็นวิปัสสนูปกิเลสโดยแท้ ส่วนแสงสว่างเป็นต้นเรียกว่าอุปสรรค
ของวิปัสสนา เพราะเป็นที่ตั้งของความชอบใจ เมื่อวิปัสสนูปกิเลสเกิดขึ้นอยู่ ความสำคัญ
ในสิ่งที่มิใช่มรรคว่าเป็นมรรคและในสิ่งที่มิใช่ผลว่าเป็นผล อันกอปรด้วยความพอใจว่า
“แสงสว่างเช่นนี้ไม่เคยบังเกิดขึ้นแก่เราในกาลก่อนจากนี้หนอ ปีติเช่นนี้...อุเบกขาเช่นนี้ไม่เคย
บังเกิดขึ้นแก่เราในกาลก่อนจากนี้หนอ เราบรรลุมรรคผลแล้วเป็นแน่” ลำดับนั้น นักปฏิบัติ
ผู้โง่เขลาบางคนย่อมสละกรรมฐาน เที่ยวฟุ้งซ่านอยู่โดยสำคัญผิดคิดว่าตนบรรลุธรรมแล้ว
ส่วนผู้ฉลาดย่อมได้สติในกาลนั้นแล้วดำริว่าอาการที่จิตพอใจว่า แสงสว่างเป็นต้นเป็นของเรา
สิ่งนี้เป็นเรา สิ่งนี้เป็นอัตตาของเรา ย่อมปรากฏในบัดนี้ แม้โลกุตตรธรรมก็หาใช่ที่ตั้งของ
ความพอใจเช่นนี้ เมื่อวิปัสสนูปกิเลสเจริญอยู่ จักทำเราให้เคลื่อนจากหนทางแห่งความ
พ้นทุกข์แล้วผูกไว้ในทางแห่งวัฏฏะ เอาเถอะ เราจักยกพระไตรลักษณ์ขึ้นในวิปัสสนูปกิเลส
เหล่านั้น กำจัดความชอบใจแล้วให้สำเร็จทางแห่งวิปัสสนาตามที่ดำเนินไป” ย่อมกำหนดรู้
แสงสว่างเป็นต้นก่อน หมายความว่า ย่อมกำหนดรู้ตามนัยว่า แสงสว่างของเรานี้ ไม่เที่ยง
เพราะมีสภาพสิ้นไป เป็นทุกข์เพราะมีสภาพน่ากลัว และเป็นอนัตตาเพราะมีสภาพปราศจาก
แก่นสาร เป็นต้น

โดยประการดังนี้ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ คือ ญาณกำหนดรู้ลักษณะของทาง
และสิ่งที่มิใช่ทาง อันเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้กำหนดรู้ธรรมที่เป็นอุปสรรคอันเป็นเครื่องเศร้าหมอง
ของวิปัสนามีแสงสว่างเป็นต้น แล้วทำให้ความชอบใจในธรรมเหล่านั้นหมดสิ้นไปด้วยการ
กำหนดรู้ธรรมดังกล่าว เพราะเป็นญาณหมดจดจากมลทินคือความสำคัญแสงสว่างเป็นต้น
ที่มิใช่ทางว่าเป็นทาง และหมดจดจากมลทินคือความชอบใจดังที่กล่าวมาแล้ว เมื่อความ
ชอบใจในแสงสว่างเป็นต้นถูกข่มไว้ได้ ญาณนั้นจึงชื่อว่าบริสุทธิ์จากอุปสรรคมีแสงสว่าง
เป็นต้น

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka