ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
(๒๕๒) ในคัมภีร์วิภาวนีไม่กล่าวถึงการกำหนดอุปสรรคมีแสงสว่างเป็นต้นด้วย
ความไม่เที่ยงเป็นต้น แต่กล่าวว่าเป็นมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิได้ด้วยการรู้ว่าเป็นทาง
หรือมิใช่ทาง มตินั้นไม่เสมอกับคัมภีร์อรรถกถา
[ในคัมภีร์อรรถกถากล่าวถึงการข่มความชอบใจไว้โดยเฉพาะ มตินั้นจึงไม่เสมอกับ
คัมภีร์อรรถกถา]
๕๔. คำว่า ตถา ปริปนฺถิมุตฺตสฺส (เมื่อบุคคลนั้นกำหนดรู้เช่นนั้นแล้วพ้นจาก
อุปสรรค) มีความหมายว่า เมื่อบุคคลนั้นกำหนดรู้เช่นนั้นแล้ว พ้นจากอุปสรรค คือ
วิปัสสนูปกิเลส
คำว่า ยาวานุโลมา แปลว่า จนถึงอนุโลมญาณ
พึงสัมพันธ์[บทที่เพิ่มเข้ามา]ว่า ยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์
๕๕. คำว่า วิปสฺสนานปริปากมากมุม (อาศัยความสุกงอมของวิปัสสนาญาณ) มี
ความหมายว่า อาศัยความสุกงอมของวิปัสสนาญาณ เพราะบรรลุความวางเฉยในสังขารแล้ว
เข้าถึงความเป็นเฉพาะหน้าต่อวิโมกข์ ๓ และถึงความเป็นปัจจัยเพื่อให้เกิดพระอริยบุคคล
๗ จำพวก
พึงสัมพันธ์[บทที่เพิ่มเข้ามา]ว่า ในขณะที่ควรกล่าวว่า บัดนี้ อัปปนาสมาธิจัก
เกิดขึ้นแล้ว
คำว่า “อัปปนาสมาธิ” คือ อัปปนาสมาธิที่เป็นโสดาปัตติมรรค
คำว่า เทว ตีณิ วิปสฺสนานจิตฺตานิ (วิปัสสนาจิต ๒-๓ ดวง) คือ วิปัสสนาจิต ๒
ดวงย่อมเกิดแก่ผู้มีปัญญาแก่กล้า ส่วนวิปัสสนาจิต ๓ ดวงย่อมเกิดแก่ผู้มีปัญญาไม่แก่กล้า
คำว่า ยํ กิญจิ (ลักษณะมือนิจจลักษณะเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง) คือ ลักษณะ
อย่างใดอย่างหนึ่งที่นับเนื่องในลักษณะ ๓
๕๖. คำว่า ยา สิขาปตุตา, สานุโลมา สงขารุปเปกขา (สังขารุปเปกขาญาณอันถึง
ที่สุดแล้ว พร้อมทั้งอนุโลมญาณ เรียกว่า วุฏฐานคามินีวิปัสสนา) พึงประกอบบทว่า