ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
สังขารุเปกขาญาณอันถึงที่สุดแล้วที่กอบด้วยอนุโลมญาณ เรียกว่า วุฏฐานคามินีวิปัสสนา
ความหมายก็คือ ญาณทั้งสองนี้อันได้แก่สังขารุเปกขาญาณและอนุโลมญาณ เรียกว่า วุฏฐานคามินีวิปัสสนา
คำนี้หมายถึงวิปัสสนาที่ถึงความสุกงอมแล้ว
วุฏฐานะ คือ มรรค เพราะมรรคย่อมออกจากสังขารนิมิตอันเป็นอารมณ์ของวิปัสสนาหรือออกจากความเป็นที่ตั้งของสังโยชน์เอง
อีกนัยหนึ่ง มรรคย่อมทำบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยมรรคให้ออกจากความเป็นปุถุชนและความเป็นไปในวัฏฏะด้วยอำนาจของการละสมุทัย จึงเรียกว่า วุฏฐานะ
[คำว่า วุฏฐาน มีความหมาย ๓ ประการ คือ
- สภาพออกจากสังขารนิมิต = สงฺขารนิมิตฺตโต วุฏฐาน์ตีติ วุฏฐานํ (วิ บทหน้า + อุ บทหน้า + รา ธาตุ + ยุ ปัจจัย)
- สภาพออกจากความเป็นที่ตั้งของสังโยชน์ = สํโยชนวตฺถุกภาวาโต วุฏฐาน์ตีติ วุฏฐานํ (วิ บทหน้า + อุ บทหน้า + รา ธาตุ + ยุ ปัจจัย)
- สภาพทำบุคคลให้ออกจากความเป็นปุถุชนและความเป็นไปในวัฏฏะ = ปุคุคล์ ปุถุชฺชนภาวาโต วุฏภูปตฺตโต จ วุฏจาเปตีติ วุฏฐานํ (วิ บทหน้า + อุ บทหน้า + รา ธาตุ + เณ การิต-ปัจจัย + ยุ ปัจจัย)]
วุฏฐานคามินี คือ วิปัสสนาเป็นเครื่องบรรลุมรรค
โดยประการดังนี้ พึงทราบว่าญาณทั้งสองชื่อว่า วุฏฐานคามินี
๕๗. คำว่า ตโต ปรํ (ถัดจากนั้น) คือ ถัดจากความเป็นไปของวิปัสสนาจิต ๒-๓ ดวง
คำว่า นิพพาน์ อาลมฺพิตฺวา (หน่วงเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์) มีความหมายว่า โคตรภูจิตตั้งอยู่ในฐานะของอาวัชชนกิจแห่งมรรค รับเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์โดยความเป็นจิตนำหน้ามรรคจิต จึงไม่ได้ชื่อว่า วิปัสสนาญาณ