Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

คำว่า นิโรธสจจำ์ สฉฉิกโรนฺโต (กระทำนิโรธสัจให้แจ้ง) มีความหมายว่า กระทำ
พระนิพพานที่เรียกว่านิโรธสัจให้แจ้งดุจผู้มีจักษุเห็นดวงจันทร์อันแจ่มกระจ่างอยู่กลางนภา
เพราะกิเลสวัฏบางส่วนหรือทั้งหมดถึงความไม่เกิดอีกในกระแสจิตของตน หรือเพราะ
วิปากวัฏอันจักเกิดขึ้นต่อไปถึงความไม่เกิดอีกในกระแสจิตของตน

คำว่า มคุคสจจำ์ ภาวนาวเสน (อำนาจของการเจริญมรรคสัจ) มีความหมายว่า
ด้วยอำนาจของภาวนาคือการเจริญมรรคสัจมีองค์ ๘ ที่ไม่เคยเกิดในสงสารอันไม่ปรากฏ
เบื้องต้น ในกาลก่อนแต่นี้

๕๙. ท่านกล่าวคำที่ขึ้นต้นว่า ตโต ปร์ (ต่อนั้น้นไป ผลจิต ๒-๓ ดวงเป็นไปแล้ว
ย่อมดับ) เพื่อแสดงว่า ผลจิต ๒-๓ ดวงย่อมเป็นไปถัดจากมรรคจิต กระทำหน้าที่คือการ
กำหนดรู้ทุกขสัจเป็นต้นโดยดำเนินไปคล้อยตามมรรค เพราะมรรคเจตนามีผลอันไม่มีระหว่าง
ประดุจบุคคลราดน้ำในที่ซึ่งมีไฟดับแล้วกระทำให้ดับอีกในขณะนั้น ถัดจากนั้นย่อมตกภวังค์

เมื่อบุคคลเห็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยปสาทจักษุหรือทิพยจักษุ จักษุเหล่านั้น
กระทำรูปให้ประจักษ์แล้วกระทำให้ปรากฏชัดเจนแก่บุคคลนั้นต่อมาแล้วจึงดับ แต่ในขณะเกิด
จักษุเหล่านั้น รูปดังกล่าวยังไม่ปรากฏชัดแก่บุคคลนั้นว่าเราเห็นรูปนี้ ต่อมาภายหลังเมื่อ
วาระของปัจเวกขณวิถีดำเนินไปอยู่ รูปและการอาการ[คือวิถีจิตทางใจ]ต่างๆ ที่ติดตามรูปนั้น
ย่อมปรากฏแก่เขา ฉันใด แม้ในข้อนี้ เมื่อวาระของปัจเวกขณวิถีดำเนินไปอยู่ นิพพานและ
มรรคผลเป็นต้นที่ติดตามนิพพานย่อมปรากฏ ฉันนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปุน ภวังค์ ฯเปฯ
ปวตฺตนุติ (แล้วปัจเวกขณญาณตัดกระแสภวังค์อีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงดำเนินไป)

อธิบายปัจเวกขณญาณ

๖๐. บัดนี้ท่านกล่าวคาถาที่ขึ้นต้นว่า มคุคํ ผลญจ นิพพานํ (บัณฑิตย่อมพิจารณา
มรรค ผล และนิพพาน) เพื่อแสดงอารมณ์ของปัจเวกขณญาณ

ในคาถานั้น คำว่า ปณฺฑิโต (บัณฑิต) คือ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยอริยปัญญาดำรง
อยู่ในผล

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka