ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
เมื่อกล่าวลำดับตามพระบาลี พึงกล่าวว่าการพิจารณากิเลสที่ถูกละแล้วย่อมมี
เป็นลำดับแรก ต่อมาจึงพิจารณาองค์ของมรรคและองค์ของโพชฌงค์เป็นต้นเป็นอย่างๆ
ถัดจากนั้นพิจารณานิพพานอันเป็นอารมณ์แห่งองค์ของมรรคและองค์ของโพชฌงค์ต่อแต่นั้น
พิจารณาผลธรรม ต่อมาพิจารณานิพพานอันเป็นอารมณ์ของผลธรรม เพราะในพระบาลี
ปัจเจกขณญาณนิเทศได้กล่าวถึงนิพพานไว้ ๒ ครั้งในวาระของมรรคและวาระของผล
โดยประการดังนี้ การพิจารณานิพพานจึงเป็นไปในกาลใดกาลหนึ่งอันเป็นเบื้องต้น
ท่ามกลาง ระหว่าง หรือที่สุด ของการพิจารณาธรรมอื่น แม้การพิจารณากิเลสก็เป็นไปใน
เบื้องต้นหรือภายหลังจากการพิจารณามรรคและผลเช่นกัน หากเป็นตามนี้ คาถานี้ที่ขึ้นต้นว่า
“บัณฑิตย่อมพิจารณามรรค ผล และนิพพาน” ย่อมสอดคล้องกับพระบาลี ดังในอรรถกถา
ที่อธิบายศัพท์ว่า อธิมาน (ความสำคัญว่าบรรลุธรรมแล้ว) [พระอรรถกถาจารย์]กล่าวว่า
โส หิ มคุคลนิพพานปหีนกิเลสาวสิฏฐกิเลสปจเจกภเถเนน สญชาตโสมนสฺโส
อริยคุณปฏิเวเถ นิภุกฺงโข.๓๑
“พระอริยบุคคลนั้นเป็นผู้เกิดความโสมนัสด้วยการพิจารณามรรค ผล นิพพาน
กิเลสที่ตนละได้แล้ว และกิเลสที่ยังเหลืออยู่ ปราศจากความสงสัยในการรู้ตลอดอริยคุณ”
พระโสดาบันมีปัจเจกขณญาณ ๕ วิถี เช่นเดียวกันนี้ พระสกทาคามีก็อกปรด้วย
ปัจเจกขณญาณ ๕ วิถี พระอนาคามีก็อกปรด้วยปัจเจกขณญาณ ๕ วิถี ส่วนพระอรหันต์
ไม่มีกิเลสที่เหลืออยู่ จึงมีปัจเจกขณญาณ ๔ วิถี ดังนั้น ปัจเจกขณญาณจึงมีทั้งหมด ๑๙ วิถี
ข้อความข้างต้นนี้หมายถึงปัจเจกขณวิถีที่ปรากฏครบถ้วน แต่ปัจเจกขณวิถี
ที่ไม่บริบูรณ์ก็มีได้ เพราะในอรรถกถาของจุฬทุกขขันธสูตรกล่าวว่า
สา ปน น สพฺเพสํ ปริปุณฺณา โหติ. เอโก หิ ปหีนกิเลสเมว ปจเจกภติ. เอโก
อวสิฏฐกิเลสเมว. เอโก มคุคเมว. เอโก ผลเมว. เอโก นิพพานเมว. อิมาสุ ปน ปญจสุ
ปจเจกภณาสุ เอโก วา เทว วา โน ลทฺธิ น วฏฺฏติ.๓๒
“ปัจเจกขณวิถีไม่บริบูรณ์แก่ทุกคน กล่าวคือ บางคนย่อมพิจารณากิเลสที่ตน
ละได้แล้วเท่านั้น บางคนพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่ บางคนพิจารณามรรค บางคน