ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
๒๒. ในคำว่า วิปุลาสนิมิตฺตํ (วิปัลลาสิมิมิต) วิปัลลาส คือ การเข้าถึงหรือความเป็นไปด้วยอำนาจของความแปรปรวน หมายความว่า เข้าถึงหรือเป็นไปในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง
วิปัลลาสิมิมิต คือ ความวิปัลลาส่นั่นั่นเองที่เป็นเหตุ เพราะเป็นเหตุใกล้ของการเกิดกิเลส
คำว่า มุญจนฺตี (ละอยู่) มีความหมายว่า นิมิตนั้นย่อมมีเพราะไม่รู้เห็นความดับในทุกขณะของธรรมภายใน อนิจจานุปัสสนาจึงเปลื้องนิมิตด้วยอำนาจของการหยั่งเห็นเสมอโดยนัยว่า รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง เป็นต้น โดยกระทำให้รู้เห็นความดับในทุกขณะอย่างชัดเจน
๒๓. ในคำว่า ตณฺหาปณิธิ (ตัณหาอันเป็นความต้องการ) ตัณหาปณิธิ คือ ตัณหาอันเป็นความต้องการ ทั้งนี้เพราะตั้งจิตไว้มั่นในอารมณ์ด้วยอำนาจของความผูกพัน [อันละ]ตัณหาอันเป็นความต้องการนั้น
คำว่า มุญจนฺตี (อันละอยู่) มีความหมายว่า ความต้องการย่อมมีได้เพราะไม่รู้เห็นว่าธรรมภายในเป็นกองโทษอันใหญ่หลวง ทุกขานุปัสสนาจึงเปลื้องความต้องการด้วยอำนาจของการหยั่งเห็นเสมอโดยนัยว่า รูปเป็นทุกข์ เวทนาเป็นทุกข์ เป็นต้น โดยกระทำให้รู้เห็นว่าธรรมภายในเป็นกองโทษอันใหญ่หลวงอย่างชัดเจน
๒๔. คำว่า ตสฺมา (เพราะเหตุนั้น) มีความหมายว่า เพราะเหตุที่อนุบัสสนาทั้งสามอันเป็นหนทางของวิโมกข์เหล่านั้นมีชื่อพิเศษเช่นนี้
ความสำเร็จแห่งประโยชน์ด้วยการรู้เห็นความว่างเปล่าในสังขาร เป็นอานุภาพของญาณที่ตรงกันข้ามกับความยึดถือด้วยทิฏฐิคือความยึดมั่นว่า เป็นตัวตน เมื่อบุคคลหยั่งเห็นเช่นนั้นแล้วหลุดพ้นอยู่ วิปัสสนาและมรรคย่อมได้รับชื่อตามหน้าที่ของญาณที่เกิดร่วมกัน ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ยทิ วุฏฐาน ฯลฯ สุญญโต วิโมกโข นาม โหติ มคฺโค (ถ้าวุฏฐานคามินีวิปัสสนาพิจารณาโดยความเป็นอนัตตา ก็จะเป็นมรรคที่เรียกว่า สุญญตวิโมกข์)
๒๕. ความสำเร็จแห่งประโยชน์ด้วยการรู้เห็นความไม่เที่ยง เป็นอานุภาพของ