ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ศรัทธาที่ตรงกันข้ามกับความยึดถือด้วยมานะคือความยึดมั่นอารมณ์ เมื่อบุคคลหยั่งเห็น
เช่นนั้นแล้วหลุดพ้นอยู่ วิปัสสนาและมรรคย่อมได้รับชื่อตามหน้าที่ของศรัทธาที่เกิดร่วมกัน
ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ยทิ อนิจจโต ฯเปฯ อนิมิตโต วิโมกฺโข นาม โหติ (ถ้าพิจารณาโดย
ความไม่เที่ยง ก็เป็นมรรคที่เรียกว่า อนิมิตตวิโมกข์)
๖๖. ความสำเร็จแห่งประโยชน์ด้วยการรู้เห็นทุกข์ เป็นอานุภาพของสมาธิที่
ตรงกันข้ามกับความยึดถือด้วยตัณหาคือความต้องการ เมื่อบุคคลหยั่งเห็นเช่นนั้นแล้ว
หลุดพ้นอยู่ วิปัสสนาและมรรคย่อมได้รับชื่อตามหน้าที่ของสมาธิที่เกิดร่วมกัน ฉะนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า ยทิ ทุกขโต ฯเปฯ อปุปณิหิโต วิโมกฺโข นาม (ถ้าพิจารณาโดยความ
เป็นทุกข์ก็เป็นมรรคที่เรียกว่า อัปปณิหิตวิโมกข์) ดังสาริกในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคว่า
อนิจจโต มนสิกรโต สทฺธินฺทริยํ อริมตฺต์ โหติ. ทุกขโต มนสิกรโต สมาธินฺทริยํ
อริมตฺต์ โหติ. อนตฺตโต มนสิกรโต ปญฺญินฺทริยํ อริมตฺต์ โหติ.๓๓
“เมื่อบุคคลกำหนดรู้ว่าไม่เที่ยง สัทธินทรีย์เป็นสภาพมีกำลังมาก เมื่อกำหนดรู้ว่า
เป็นทุกข์ สมาธินทรีย์มีกำลังมาก เมื่อกำหนดรู้ว่าไม่ใช่ตัวตน ปัญญินทรีย์มีกำลังมาก”
หน้าที่พิเศษของธรรม ๓ อย่างในมรรค ย่อมสำเร็จด้วยอานุภาพของการเข้าถึง
วิปัสสนา ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มคุโค ฯเปฯ นามานิ ลภติ (มรรคย่อมได้ชื่อ ๓ อย่างด้วย
อำนาจของการเข้าถึงวิปัสสนา)
ในเรื่องนั้น อริยสาวกผู้หลุดพ้นด้วยสุญญตวิโมกข์ ชื่อว่า ธรรมานุสารี (ผู้หยั่งเห็น
สภาวธรรม) ในขณะบรรลุโสดาปัตติมรรค ชื่อว่า ทิฏฐิปัตตะ (ผู้บรรลุมรรคผลด้วยญาณ-
ทัสสนะ) ในขณะบรรลุมรรคผลในท่ามกลาง ๖ และชื่อว่า ปัญญาvimุตติ (ผู้หลุดพ้นด้วย
ปัญญา) ในขณะบรรลุอรหัตตผล
อริยสาวกผู้หลุดพ้นด้วยอนิมิตตวิโมกข์ ชื่อว่า สัทธานุสารี (ผู้คล้อยตามศรัทธา)
ในขณะบรรลุโสดาปัตติมรรค และชื่อว่า สัทธาวิมุตติ (ผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธา) ในฐานะขั้นสูง ๗
ส่วนอริยสาวกผู้หลุดพ้นด้วยอัปปณิหิตวิโมกข์ ชื่อว่า กายสักขี (ผู้มีพยานที่ได้
รับในกาย) ในฐานะทั้ง ๘