Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

อริสาวกนั้นผู้กระทำรูปฌานเป็นบาทแล้วหลุดพ้น ตั้งอยู่ในอรหัตตผลแล้ว ชื่อว่า อุภโตภาควิมุตติ (ผู้หลุดพ้นด้วยส่วนทั้งสองคือรูปฌานและอรหัตตมรรค-ผล)

ด้วยเหตุนี้ ข้อความที่ข้าพเจ้า[พระฎีกาจารย์]กล่าวมาแล้วว่า “คำว่า วิปสฺสนา-ปริปากมาคมุม (อาศัยความสุกงอมของวิปัสสนาญาณ) มีความหมายว่า อาศัยความสุกงอมของวิปัสสนาญาณ เพราะบรรลุความวางเฉยในสังขารแล้ว เข้าถึงความเป็นเฉพาะหน้าต่อวิโมกข์ ๓ และถึงความเป็นปัจจัยเพื่อให้เกิดพระอริยบุคคล ๗ จำพวก” จึงได้รับอรรถกถาแล้วด้วยถ้อยคำดังนี้

พึงประกอบบทว่า เช่นเดียวกันนี้ ผลย่อมได้ชื่อ ๓ อย่างเช่นนั้นในมรรควิถีด้วยอำนาจของการเข้าถึงมรรค

๖๗. คำว่า ถาววุตฺตนเยน วิปสฺสนตาน์ (แก่ผู้รู้แจ้งตามนัยที่กล่าวมาแล้ว) คือแก่บุคคลผู้ตั้งอยู่ในผล ๔ ผู้รู้แจ้งตามนัยที่กล่าวมาแล้วด้วยข้อความว่า ถาววุฏฐานคามินี-วิปสฺสนาพิจารณาโดยความเป็นอนัตตา ก็จะเป็นมรรคที่เรียกว่า สุญญตวิโมกข์ เป็นต้น

คำว่า ยถาสก์ ผลํ (ผลที่เกิดขึ้นตามมรรคของตนๆ) มีความหมายว่า ผลที่เป็นของตนๆ ตามนัยว่า โสตาปัตติผลของพระโสดาบัน สกทาคามิผลของพระสกทาคามี เป็นต้น ย่อมเรียกว่าสุญญตวิโมกข์เป็นต้นด้วยอำนาจของการเข้าถึงวิปัสสนา ความหมายก็คือไม่เรียกว่าสุญญตวิโมกข์เป็นต้นด้วยอำนาจของการบรรลุมรรค

การที่มรรคได้ชื่อว่า อนิมิตตะ ด้วยอำนาจของการเข้าถึงวิปัสสนา กล่าวไว้ตามเทศนาในพระสูตร ส่วนในพระอภิธรรม มรรคที่ชื่อว่า อนิมิตตะ ย่อมไม่ปรากฏ เพราะมรรคมย่อมไม่ชื่อว่า อนิมิตตะ โดยตรง เนื่องจากยังมีสังขารนิมิตที่ควรจำแนกโดยความหยาบ หรือประณีตเป็นต้น การจำแนกมรรคเป็นธรรมทราม ประณีต ประณีตกว่า หรือประณีตที่สุดย่อมปรากฏโดยเนื่องด้วยปฏิปทาที่ลำบากแต่รู้แจ้งเร็วเป็นต้น หรือเนื่องด้วยความน้อยหรือมากของบารมีธรรมเป็นต้น ในคัมภีร์อรรถกถากล่าวว่า

อนิจจานุปสฺสนา สงฺขาเรสุ นิจจนิมิตฺตํ วิธมเนสวน ปวตฺตตฺตา อนิมิตฺตานุปสฺสนา นาม สมานาปิ สยํ สงฺขารนิมิตฺเต ปริยาปนุนตฺตา เอกนฺเตน อตฺตโน นาม มคุคสส ทาตู่ น

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka