ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
สกฺโกติ. ตสุมา มคุโค อภิธมฺมปริยาเยน อนิมิตฺตนาม น ลภติ.๓๔
“อนิจจานุปสฺสนาแม้ชื่อว่า อนิมิตตานุปสฺสนา เพราะเป็นไปด้วยการกำจัดอารมณ์
นิมิตว่าเที่ยงในสังขาร ก็ให้ชื่อของตนแก่มรรคไม่ได้โดยแท้ เพราะนับเข้าในสังขารนิมิต
มรรคจึงไม่ได้ชื่อว่า อนิมิตตะ ตามอภิธรรมเทศนา”
แต่โดยเทศนาในพระสูตร มรรคและผลที่เป็นไปรับเอานิพพานอันมีชื่อว่าสุญญตะ
เป็นต้นเป็นอารมณ์ ย่อมได้รับชื่อว่าสุญญตะเป็นต้น ด้วยอำนาจของอารมณ์เหมือนดั่งฌาน
ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์มีชื่อเรียกว่า ปฐวีกสิณ
ท่านกล่าวว่า อารมฺมณวเสเน (ด้วยอำนาจของอารมณ์) เพื่อแสดงว่า กิเลสธรรม
มีราคะเป็นต้นอันกระทำปลิโพธ กระทำนิมิต หรือกระทำความต้องการโดยการรับเอาอารมณ์
หรือประกอบร่วมกัน ย่อมไม่มีในมรรคและผล มรรคและผลจึงได้ชื่อว่าสุญญตะเป็นต้น
ตามสภาวะของตน โดยไม่เกี่ยวกับการเข้าถึงหรืออารมณ์อย่างอื่น
ในประโยคนั้น คำว่า สรสฺเสเน (โดยเนื่องด้วยสภาวะของตน) มีความหมายว่า
ตามสภาวะของตน
คำว่า นามตฺตยํ (ชื่อทั้งสาม) คือ ชื่อทั้งสามมีสุญญตวิโมกข์เป็นต้น
คำว่า สพฺพตฺถ คือ ในมรรควิถีและผลสมาปัตติวิถีทั้งหมด
คำว่า สพฺเพสํ คือ มรรคและผลทั้งหมด
คำว่า สมเมว แปลว่า เหมือนกัน
๖๘. คำว่า เอตฺถ ปน คือ ในบรรดามรรคและผลตามที่กล่าวมานี้
ทิฏฐิทั้งหมดและวิกิจฉา ๑๖ อย่าง มีอัตตทิฏฐิเป็นเหตุ เมื่ออัตตทิฏฐิดับไป ทิฏฐิ
และวิกิจฉาย่อมดับไปและกรรมที่ทำไปสู่อบายทั้งหมดก็ส่งผลได้ในเมื่ออัตตทิฏฐิเท่านั้น
แต่เมื่ออัตตทิฏฐิไม่มี กรรมดังกล่าวก็ส่งผลไม่ได้ ทิฏฐิย่อมถูกผู้รู้เห็นสัจจะแล้วกำจัดได้โดย