ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ในพากย์นั้น คำว่า “เกิดขึ้นในบางคราว” หมายความว่า เกิดขึ้นบางขณะ
คำว่า “เกิดขึ้นอย่างอ่อนกำลัง” คือ แม้นานครั้งจะเกิดก็เกิดขึ้นอย่างอ่อนกำลัง
ส่วนพระสิวเถระเห็นว่า “แม้พระสกทามีก็เสพเมถุนได้” มตินั้นถูกคัดค้านไว้ในคัมภีร์มหาอรรถกถา แม้การที่พราหมณ์อิสิทัตตะผู้ไม่ประพฤติพรหมจรรย์เป็นพระสกทาคามี อันพระผู้มีพระภาคตรัสถึงในเรื่องของอุบาสิกาชื่อมิคาสาละในฉักกนิบาต๕๗ ก็ตรัสไว้โดยเนื่องด้วยการบรรลุธรรมในเวลาใกล้เสียชีวิต
พึงประกอบบทว่า [บุคคลผู้เจริญสกทาคามิมรรค] ย่อมได้ชื่อว่า สกทาคามี เนื่องจากเป็นผู้มาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียว
๗๐. เรื่องที่ควรกล่าวในอนาคามีบุคคล ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วในปฐมปริจเฉท
๗๑. คำว่า อรหตุ์ ภาเวตุวา แปลว่า เจริญอรหัตมรรคแล้ว
คำว่า ขีณาสโว คือ ผู้สิ้นกิเลส
คำว่า ทักขิณา คือ ทานที่ให้โดยเชื่อกรรมและผลกรรมเพื่อได้รับผลในอนาคต โดยมีรูปวิเคราะห์ว่า ทานที่ทำให้เหล่าสัตว์เจริญรุ่งเรือง ชื่อว่า ทักขิณา
คำว่า อคุคทกขิเนยโย คือ เป็นผู้เลิศในบรรดาทักขิไณยบุคคลผู้ควรรับทักขิณา เพราะไม่มีกิเลสที่กระทำวิบัติแก่ทักขิณา และเพียบพร้อมด้วยคุณธรรมมีหมู่ศีลเป็นต้นอันกระทำความบริบูรณ์โดยประการทั้งปวง
คำว่า ปุคคุลเภท (การจำแนกบุคคล) คือ การจำแนกบุคคลผู้ตั้งอยู่ในผล ๔ โดยสังเขป ส่วนการจำแนกโดยพิสดาร พึงทราบดังต่อไปนี้
ลำดับแรก ในคัมภีร์อรรถกถาทั้งหลาย๕๘ ได้กล่าวบุคคลผู้ตั้งอยู่ในผลไว้ ๙๖ ประเภท คือ พระโสดาบัน ๒๔ พระสกทาคามี ๑๒ พระอนาคามี ๔๘ และพระอรหันต์ ๑๒
บรรดาบุคคลดังกล่าว พระโสดาบันมี ๒ จำพวก คือสัทธาธิมุตและปัญญาธิมุต พระโสดาบันเหล่านั้นเมื่อคูณด้วยบุคคล ๓ จำพวกคือ เอกพีชี โกลังโกละ และสัตตักขัตตุ-ปรมะ ก็รวมเป็น ๖ ประเภท เมื่อคูณด้วยปฏิปทา ๔ อีก ก็เป็น ๒๔ ประเภท