ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
พระอนาคามีและพระอรหันต์เหล่านั้นคือผู้บรรลุสมาบัติ ๘ อยู่ในกามภูมิและ
รูปภูมิเท่านั้น เพราะพึงบรรลุนิโรธสมาบัติได้ด้วยกำลังของความดับตามลำดับตั้งแต่การเข้า
ปฐมฌานแรก ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ตตุถ (ในการเข้านิโรธสมาบัตินั้น) เป็นต้น
[ในอรูปภูมิมีเพียงอรูปสมาบัติ ไม่มีรูปสมาบัติ จึงไม่มีความดับตามลำดับฌาน ดังนั้น
พระอนาคามีและพระอรหันต์ในรูปภูมิจึงเข้านิโรธสมาบัติไม่ได้]
ในข้อนั้นมีวิธีที่จะกล่าวดังต่อไปนี้ คือ บุคคลนั้นเข้าปฐมฌานแล้วออกจากฌาน
ย่อมรู้แจ้งสังขารที่เป็นไปในฌานว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ต่อจากนั้นเข้าทุติยฌาน
แล้วออกจากฌาน ย่อมรู้แจ้งสังขารที่เป็นไปในทุติยฌานเหมือนอย่างนั้น ถัดจากนั้นก็เป็น
ตติยฌาน จตุตถฌาน ปัญจมฌาน อากาศานัญจายตนฌาน ต่อมาเข้าวิญญาณัญจายตนฌาน
แล้วออกจากฌาน รู้แจ้งสังขารที่เป็นไปในฌานเหมือนอย่างนั้น หลังจากนั้นเข้าอากิญจัญญ
ยตนฌานแล้วออกจากฌาน ย่อมกระทำบุพกิจ ๔ อย่างนี้ คือความไม่พินาศไปของวัตถุที่
วางไว้ในที่ต่างๆ การรอคอยของสงฆ์ การเรียกของพระศาสดา และการกำหนดระยะเวลา
ต่อมาจึงเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เมื่อล่วงพ้นวาระจิต ๑ หรือ ๒ ขณะ ย่อมเป็น
ผู้ไม่มีจิตเข้าถึงความดับได้
คำว่า ตตุถ ตตุถ คือ ในกาลออกจากฌานนั้นๆ
คำว่า วิปสฺสนโต (รู้แจ้งอยู่) มีความหมายว่า รู้แจ้งด้วยกำลังของวิปัสสนาตาม
นัยว่า ปฐมฌานนี้ไม่เที่ยง เป็นต้น เพื่อให้กระแสจิตถึงความละเอียดสุขุมเพราะนิโรธสมาบัติ
เป็นภาวะที่พึงบรรลุด้วยกำลังของสมถะกับวิปัสสนาควบคู่กัน
คำว่า ยาว อากิญจญฺญายตนํ คุนฺตวา (ดำเนินไปจนถึงอากิญจัญญายตนฌาน)
มีความหมายว่า ดำเนินไปจนถึงอากิญจัญญายตนฌาน โดยภาวะที่เข้าฌาน ออกจากฌาน
และรู้แจ้ง[สังขารธรรมในฌาน] แม้การพิจารณา การอธิษฐาน และการทบทวน ก็พึงปรารถนา
ในที่นี้โดยแท้ ดังคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคได้กล่าวถึงความชำนาญในการปฏิบัติ ๕ อย่างเพื่อ
การเข้านิโรธสมาบัติ