ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
คำว่า ตโต ปรํ (ถัดจากนั้น) คือ ถัดจากการรู้แจ้งสังขารธรรมที่เป็นไปใน
อาภิญจัญญาตนฌานนั้น
คำว่า อธิฏฐูเยยยะ คือ สิ่งที่พึงอธิษฐาน หมายถึง กิจคือการอธิษฐานว่าบริขาร
มีจีวรเป็นต้นซึ่งวางไว้ในที่ต่างๆ ยกเว้นบริขารที่เนื่องกับร่างกายของตน จงอย่าพินาศไป
ด้วย อันตรายมีไฟเป็นต้น หรืออธิษฐานว่า เมื่อพระสงฆ์ทำสังฆกรรมในสีมาเดียวกัน พระ
สงฆ์จักรอคอยเรา เราจักออกในกาลนั้น หรืออธิษฐานว่า พระศาสดาจักทรงรับสั่งให้
เรียกเราด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง เราจักออกในกาลนั้น
อาทิ ศัพท์[ในคำว่า อธิฏเฐยยทิกำ (มีการอธิษฐานเป็นต้น)] หมายเอาการ
กำหนดระยะเวลาว่า ความตายจักมีแก่เราในระหว่างเข้านิโรธสมาบัติหรือไม่
คำว่า ทุวินุํ ฯเปฯ โวจุจิชชติ จิตตสนุตติ (ภายหลังจากอัปปนาชวนจิต ๒ ดวง
ของเนวสัญญานาสัญญาตนฌานนั้นเกิดขึ้นแล้ว กระแสจิตย่อมขาดลง) มีความหมายว่า
เพราะกระทำความเพียรพิเศษเช่นนั้นตั้งแต่เบื้องแรกเพื่อให้บรรลุนิโรธสมาบัติ
คำว่า ตโต คือ ในกาลนั้น
๗๔. คำว่า อนาคามิโน อนาคามิผลจิตตํ (อนาคามิผลจิตของพระอนาคามี)
หมายความว่า อนาคามิผลจิตย่อมดำเนินไปได้แม้จะไม่มีอาวัชชนจิต คือแม้จะไม่มีจิต
บริกรรม[ก็ดำเนินไปได้] โดยแท้จริงแล้ว การเจริญวิปัสสนาที่สั่งสมเสมอตั้งแต่เบื้องแรก ย่อม
ตั้งอยู่ในฐานะแห่งจิตบริกรรมของอนาคามิผลจิต จิตบริกรรมที่อยู่ใกล้โดยเฉพาะย่อมไม่มี
คำว่า ปจจเวกขณํ (ปัจจเวกขณญาณ) คือ ปัจจเวกขณญาณที่พิจารณาผล
[คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะฉบับฉัฏฐสังคายนาและฉบับมหาจุฬาฯ มีรูปว่า ปจจเวกขณญาณ
ในที่นี้ท่านผู้แต่งอธิบายเป็นรูปว่า ปจจเวกขณํ ตามฉบับพม่าที่ท่านพบในสมัยนั้น]