Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

[วิสุทธิมรรคมหาวิฎีกา (เล่ม ๒ หน้า ๔๕๑) กล่าวว่า สรทกาลหรือฤดูสารท (ฤดูใบไม้ร่วง) อยู่ระหว่างเดือน ๑๑ และ ๑๒ รวม ๒ เดือน ส่วนคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา (คาถา ๗๙) กล่าวว่าเริ่มตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำเดือน ๑๐ จนถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ รวม ๒ เดือนเช่นกัน]

พระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้งสองรุ่งโรจน์อยู่ในโลก
ฉันใด คัมภีร์ปรมัตถทีปนีนี้ย่อมรุ่งโรจน์ในข้อความปรมัตถ์
ฉันนั้น คัมภีร์ไวยากรณ์ชื่อ นิรุตติทีปนี [ที่ข้าพเจ้ารจนา]นั้น
งามในอรรถแห่งภาษาบาลี ขอทั้งสองคัมภีร์นั้น จงรุ่งโรจน์
ในโลกตราบจนพระสัทธรรมยังดำรงมั่นเถิด

อธิบายนิคมคาถา

ในนิคมคาถานั้น คำว่า นคเร ทีปรุงคฆิ (จังหวัดทีปรังคะ) มีความหมายว่า จังหวัด ที่ได้รับนามว่า ทีปรังคะ เพราะยังมหาชนผู้อยู่ในทวีปให้ยินดี จึงชื่อว่า ทีปรังคะ

[คำว่า ทีปรุงค สำเร็จรูปมาจาก ทีป บทหน้า + รญฺช ธาตุ + ณ ปัจจัย แปลว่า “ยังชาวทวีปให้ยินดี” พม่าเรียกจังหวัดนี้ว่า ทีปะยิน เป็นจังหวัดเล็กๆ อยู่ทางภาคเหนือของพม่าห่างจากเมืองอมรปุระอดีตนครหลวงราว ๘ ไมล์ หรือ ๑๓ กิโลเมตร ปัจจุบันนับเข้าในรัฐชเวโก]

คำว่า คาเม ไสปยินติ นามเก (ในหมู่บ้านไสปยิน) มีความหมายว่า ในหมู่บ้านใหญ่ที่มีนามเช่นนี้ เพราะตั้งอยู่ในพื้นภูมิที่อาศัยของกวาง

[คำว่า ไสปยิน มาจากคำพม่าว่า ไส = กวาง, ปยิน = ลาน คำว่า ไสปยิน แปลตามศัพท์ว่า “ลานกวาง” หมู่บ้านไสปยิน จึงหมายถึง หมู่บ้านลานกวาง

คำว่า ไสปยินติ เป็นการเชื่อมคำระหว่างคำพม่าและบาลีว่า ไสปยิน + อิติ ลบ อิ อักษรในอิติ ศัพท์ การใช้คำบาลีร่วมกับภาษาท้องถิ่นนี้ปรากฏตั้งแต่สมัยแต่งวิชพุทธปทีปิกาที่ประเทศศรีลังกาก่อนพุทธศักราช ๑๗๐๐ และพบมากในคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกาทีฎีกาที่แต่งในสมัยอังวะในรัชสมัยของ

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka