ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
[๔] สฬายตนะย่อมมีเพราะนามรูปเป็นปัจจัย
[๕] ผัสสะย่อมมีเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย
[๖] เวทนาย่อมมีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย
[๗] ตัณหาย่อมมีเพราะเวทนาเป็นปัจจัย
[๘] อุปาทานย่อมมีเพราะตัณหาเป็นปัจจัย
[๙] ภพย่อมมีเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย
[๑๐] ชาติย่อมมีเพราะภพเป็นปัจจัย
[๑๑] ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสย่อมมีเพราะชาติเป็นปัจจัย
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ทั้งหมดนี้เป็นนัยแห่งปฏิจจสมุปบาทในปริเฉทนี้
๕. ในปฏิจจสมุปบาทนัยนั้น พึงทราบว่า กาลมี ๓ องค์มี ๑๒ ส่วนมี ๒๐ ที่เชื่อมต่อมี ๓ การรวมเข้ามี ๔ วัฏฏะมี ๓ และมูลมี ๒
๖. พึงทราบอย่างไร อวิชชาและสังขารเป็นอดีตกาล ชาติ ชรา และมรณะเป็นอนาคตกาล ธรรม ๘ อย่างที่อยู่ท่ามกลางเป็นปัจจุบันกาล นี่คือกาล ๓
๗. องค์มี ๑๒ คือ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ และชรามรณะ
๘. อนึ่ง ในปฏิจจสมุปบาทนี้ คำว่า โสกะ เป็นต้นเป็นการแสดงผลต่อเนื่อง
๙. ในข้อนี้ ตัณหา อุปาทาน และภพ แสดงไว้ด้วยคำว่า อวิชชาและสังขาร เช่นเดียวกันนี้ อวิชชาและสังขารก็แสดงไว้ด้วยคำว่า ตัณหา อุปาทาน และภพ ผล ๕ อย่างมีวิญญาณเป็นต้น แสดงไว้ด้วยคำว่า ชาติ ชรา และมรณะ เพราะฉะนั้น