๑๘. ตสฺมึ กาเม อิทํ จิตฺตํ สทาวจรตีติ จ
กามาวจรมิจฺเจวํ กถิตํ กามฆาตินา.
“จิตนี้หยั่งลงเป็นไปเสมอในกามภูมิพระพุทธเจ้าผู้ทรงละกามแล้วจึงตรัสเรียกว่า กามาวจรจิต”
๑๙. ปฏิสนฺธึ ภเว กาเม อวจารยตีติ วา
กามาวจรมิจฺเจวํ ปริยาปนฺนนฺติ ตตฺร วา.
“อีกนัยหนึ่งจิตนั้นเรียกอย่างนี้ว่า กามาวจร เพราะยังปฏิสนธิให้หยั่งลงเป็นไปใน กามภูมิหรือเพราะนับเข้าในกามภูมิ”
[คำว่า กามาวจร ตามคาถา ๑๘-๑๙ มีความหมาย ๓ ประการ คือ
- จิตหยั่งลงเป็นไปในกามภูมิ= กาเม อวจรตีติกามาวจรํ (กาม บทหน้า + อว บทหน้า + จร ธาตุ+อ ปัจจัย)
- จิตยังปฏิสนธิให้หยั่งลงเป็นไปในกามภูมิ= กาเม ปฏิสนฺธึ อวจารยตีติกามาวจรํ (กาม บทหน้า + อว บทหน้า + จร ธาตุ + เณ การิตปัจจัย + อ ปัจจัย)
- จิตนับเข้าในกามภูมิ= กาเม อวจรตีติกามาวจรํ (กาม บทหน้า + อว บทหน้า+จ ร ธาตุ+อปัจจัย)]
๒๐. อิทํ อฏฺฐวิธํ จิตฺตํ กามาวจรสญฺญิตํ
ทสปุญฺญกฺริยวตฺถุ- วเสเนว ปวตฺตติ.
“จิตที่มีชื่อว่ากามาวจรจิต ๘ ดวงนี้ ย่อมดำเนินไปโดยเนื่องกับบุญกิริยาวัตถุ ๑๐”
๒๑. ทานํ สีลํ ภาวนา ปตฺติทานํ
เวยฺยาวจฺจํ เทสนา จานุโมโท
ทิฏฺฐิชฺชุตฺตํ สํสุติจฺจาปจาโย เญยฺโย เอวํ ปุญฺญวตฺถุปฺปเภโท.
“ประเภทแห่งบุญกิริยาวัตถุพึงทราบอย่างนี้ว่า ทาน (การให้)ศีล (การสำรวมกาย