๑๔๖. กุสลา จ กฺริยา เจว เต มหคฺคตมานสา
อฏฺฐานาสวจิตฺตานิ ฉพฺพีสติ จ มานสา.
๑๔๗. สมุฏฺฐาเปนฺติ รูปานิ กปฺเปนฺติ อิริยาปถํ
โจปนํ น จ ปาเปนฺติ ทฺวิกิจฺจา นิยตา อิเม.
“จิต ๒๖ ดวง คือม หัคคตจิตที่เป็นกุศลและกิริยาเหล่านั้น [๑๘] และโลกุตตรจิต ๘จิตเหล่านี้มีกิจ๒แ น่นอน คือเ ป็นเหตุให้รูปเกิดขึ้น และค้ำจุนอิริยาบถ แต่ไม่ทำให้วิญญัติ เกิดขึ้น”
๑๔๘. ฐเปตฺวา ทส วิญฺญาเณ วิปากา ทฺวีสุ ภูมิสุ
กฺริยา เจว มโนธาตุ อิมาเนกูนวีสติ.
๑๔๙. สมุฏฺฐาเปนฺติ รูปานิ น กโรนฺติตรทฺวยํ
ปุน เทฺวปญฺจวิญฺญาณา วิปากา จ อรูปิสุ.
๑๕๐. สพฺเพสํ สนฺธิจิตฺตญฺจจุติจิตฺตญฺจารหโต
น กโรนฺติ ติกิจฺจานิ อิเม โสฬส มานสา.
“จิต ๑๙ ดวงนี้ คือวิปากจิตในกามภูมิและรูปภูมิทั้ง๒[ สัมปฏิจฉนจิต๒สันตีรณ-จิต ๓ มหาวิปากจิต ๘ รูปาวจรวิปากจิต ๕] เว้นทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ และกิริยามโนธาตุ [ปัญจทวาราวัชชนจิต] ย่อมเป็นเหตุให้รูปเกิดขึ้น แต่ไม่ทำกิจอีก ๒ อย่าง จิต๑ ๖อ ย่างเหล่านี้ คือท วิปัญจวิญญาณ ๑๐ อรูปาวจรวิปากจิต [๔] ปฏิสนธิจิตของ สัตว์ทั้งปวง และจุติจิตของพระอรหันต์ ย่อมไม่ทำกิจทั้ง๓[ไ ม่เป็นเหตุให้รูปเกิดขึ้นอิริยาบถ และวิญญัติ]”
[ฎีกาใหม่อธิบายว่าท วิปัญจวิญญาณจิต๑ ๐มีกำลังน้อยเพราะไม่ประกอบด้วยองค์ฌาน มีวิตกเป็นต้นจึงไม่เป็นเหตุให้เกิดรูปส่วนจิตที่มีองค์ฌานย่อมรับอารมณ์ด้วยการจดจ่อจึงมีกำลังมาก กว่า ย่อมเป็นเหตุให้เกิดรูปได้ อรูปาวจรวิปากจิต๔เ กิดจากอรูปาวจรกุศลฌานที่คลายกำหนัดในรูป และเกิดขึ้นในอรูปภูมิ ที่ไม่มีรูป จึงไม่เป็นเหตุให้เกิดรูป