จิต ๑๘ ดวงนั้น เว้นโสดาปัตติผลจิต ย่อมเกิดแก่พรหมสกทาคามี”
๒๕๕. สกทาคามิวุตฺเตสุ ฐเปตฺวา ทุติยํ ผลํ
อฏฺฐารเสว จิตฺตานิ อนาคามิสฺส ชายเร.
“จิต ๑๘ ดวงในจิตที่กล่าวไว้แก่พรหมสกทาคามีเว้นสกทาคามิผลจิต [และอนา-คามิผลจิต] ย่อมเกิดแก่พรหมอนาคามี”
๒๕๖. เตรเสว จ จิตฺตานิ ตติยารุปฺปภูมิยํ
ขีณาสวสฺส สตฺตสฺส ภวนฺตีติ วินิทฺทิเส.
“บัณฑิตพึงแสดงว่าจิต ๑๓ ดวง [มหากิริยาจิต๘ต ติยารุปปกิริยาจิต๑จ ตุตถา-รุปปกิริยาจิต ๑ มโนทวาราวัชชนจิต ๑ อากิญจัญญายตนวิปากจิต ๑ อรหัตตผลจิต๑ ]ย่อม เกิดแก่พรหมอรหันต์ในอรูปภูมิที่ ๓”
๒๕๗. เอกวีสติ จิตฺตานิ จตุตฺถารุปฺปภูมิยํ
ปุถุชฺชนสฺส สตฺตสฺส ชายนฺตีติ วินิทฺทิเส.
“บัณฑิตพึงแสดงว่าจิต ๒๑ ดวง [จิต ๒๐ ดวงเว้นอากิญจัญญายตนกุศลและวิบาก ในจิต ๒๒ ดวงที่เกิดแก่พรหมปุถุชนในอรูปภูมิที่ ๓เ น ว สัญญานาสัญญายตนวิปากจิต๑ ]ย่อม เกิดแก่พรหมปุถุชนในอรูปภูมิที่ ๔ [เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ]”
๒๕๘. โสตาปนฺนสฺส สตฺตสฺสส ตฺตรส ปกาสเย
สกทาคามิโน ตานิ ฐเปตฺวา ปฐมํ ผลํ.
“บัณฑิตพึงแสดงว่าจิต ๑๗ ดวง [จิต ๑๖ ดวงเว้นอกุศลจิต๕ใ น จิต ๒๑ ดวงที่เกิด แก่พรหมปุถุชน และโสดาปัตติผลจิต ๑] ย่อมเกิดแก่พรหมโสดาบัน จิต ๑๗ ดวงนั้นเ ว้นโสดาปัตติผลจิต [และสกทาคามิผลจิต] ย่อมเกิดแก่พรหมสกทา-คามี”
๒๕๙. สกทาคามิวุตฺเตสุ ฐเปตฺวา ทุติยํ ผลํ
โหนฺติ สตฺตรเสวสฺส อนาคามิสฺส มานสา.