“จิต ๑๗ ดวงในจิตที่กล่าวไว้แก่พรหมสกทาคามีเว้นสกทาคามิผลจิต [เพิ่มอนา-คามิผลจิต] ย่อมเกิดแก่พรหมอนาคามี”
๒๖๐. ทฺวาทเสว ตุ จิตฺตานิ จตุตฺถารุปฺปภูมิยํ
ชายนฺติ อรหนฺตสฺสอิติ วตฺวา วิภาวเย.
“จิต ๑๒ ดวงเท่านั้น [มหากิริยาจิต๘เ น ว สัญญานาสัญญายตนวิปากจิต ๑ เนว-สัญญานาสัญญายตนกิริยาจิต ๑ มโนทวาราวัชชนจิต ๑ อรหัตตผลจิต๑ ]ย่อมเกิดแก่พรหม อรหันต์ในอรูปภูมิที่ ๔ บัณฑิตพึงกล่าวแสดงไว้อย่างนี้”
๒๖๑. เหฏฺฐิมานํ อรูปีนํ พฺรหฺมานํ อุปรูปริ
อรูปกุสลา เจว อุปฺปชฺชนฺติ กฺริยาปิ จ.
๒๖๒. อุทฺธมุทฺธมรูปีนํ เหฏฺฐิมา เหฏฺฐิมา ปน
อารุปฺปา เนว ชายนฺเต ทิฏฺฐาทีนวโต กิร.
“อรูปาวจรกุศลจิตและกิริยาเบื้องสูงย่อมเกิดแก่อรูปพรหมเบื้องต่ำได้ แต่อรูปา-วจรจิตเบื้องต่ำย่อมไม่เกิดแก่อรูปพรหมเบื้องสูง เพราะได้เห็นโทษ[ของฌานและอารมณ์]”
[ผู้ที่จะเจริญฌานเบื้องสูงพึงเห็นโทษของฌานและอารมณ์ของฌานเบื้องต่ำว่าไม่ละเอียดแล้ว เจริญภาวนาจนกระทั่งคลายความพอใจในฌานเบื้องต่ำดังนั้น อารมณ์ของฌานเบื้องสูงจึงต่างกับอารมณ์ ของฌานเบื้องต่ำ ด้วยเหตุนี้ ฌานเบื้องต่ำจึงเกิดแก่พรหมในภูมิเบื้องสูงไม่ได้]
๒๖๓. ฐเปตฺวา ปฐมํ มคฺคํ กุสลานุตฺตรา ตโย
กามาวจรปุญฺญานิ อปุญฺญานิ ตถา ทส.
๒๖๔. จตฺตารารุปฺปปุญฺญานิ สพฺเพ ปากา อนุตฺตรา
ปฐมารุปฺปปาโก จ นว กามกฺริยาปิ จ.
๒๖๕. อารุปฺปาปิ กฺริยา สพฺพา เตจตฺตาลีส มานสา
อุปฺปชฺชนฺติ ปเนตานิ ปฐมารุปฺปภูมิยํ.